วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วัดจักรวรรดิราชาวาส

ปฏิสังขรวัดจักรวรรดิราชาวาส(เดิมเรียกวัดสามปลื้ม)  และสร้างพระปรางค์กับวิหารพระบางที่เชิญมาจากนครเวียงจันทร์(พระบางนั้นเดิมอยู่ที่นครเวียงจันทร์  ครั้งกรุงธนบุรีทำสงครามกับนครเวียงจันทร์มีชัยชนะ  จึงเชิญพระแก้วมรกตกับพระบางลงมา  สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้มีการสมโภชพระพุทธรูปสำคัญ ๒ องค์นั้นพร้อมกับฉลองชัยชนะของบ้านเมือง  เป็นงานมโหฬารยิ่ง  เมื่อวิสาขบูชา  ตรงกับวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๒  ต่อมาในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์นี้  พระเจ้านันทเสน  นครเวียงจันทร์ ขอพระราชทานพระบางกลับคืนไปนครเวียงจันทร์  ถึงรัชกาลที่ ๓ เมื่อเสร็จการปราบกบฏพระเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์แล้ว  จึงเชิญพระบางกลับลงมาอีก  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา(สิงห์)สร้างวิหารประดิษฐานไว้ ณ วัดจักรวรรดิราชาวาส  ครั้นต่อมาในรัชกาลที่ ๔ พระราชทานกลับไปประดิษฐานที่นครหลวงพระบาง  แล้วโปรดให้เชิญพระนาคจากหอพระในพระบรมมหาราชวัง  ไปประดิษฐานไว้ในวิหารนั้นแทนพระบาง วัดจักรวรรดิราชาวาสสืบมาจนทุกวันนี้)

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การหาทิศ และทิศทาง ( Direction) ในแผนที่

การหาทิศ
               
1.อาศัยเข็มทิศ (compass) เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด โดยวางเข็มทิศในแนวราบ ให้ปลายข้างหนึ่งชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ เรียกว่าปลายชี้เหนือ เพราะโลกมีคุณสมบัติเหมือนแท่งแม่เหล็กขนาดมหึมา โดยมีขั้วแม่เหล็กโลกเหนืออยู่ที่ชายฝั่งทางเหนือของเกาะปรินซ์ ออฟ เวลส์ ทางตอนเหนือของแคนาดา คอยส่งอำนาจดึงดูดให้ปลายชี้เหนือของเข็มทิศชี้ไปทางนั้นเสมอ และขั้วแม่เหล็กโลกใต้อยู่ที่บริเวณ เซาท์ วิกตอเรียแลนด์ ในทวีปแอนตาร์กติกา
                ข้อควรระวัง ไม่ควรอ่านเข็มทิศใกล้ๆกับสิ่งที่เป็นเหล็กหรือกระแสไฟฟ้า เพราะเข็มทิศจะทำงานไม่เที่ยงตรง 
                    ไฟฟ้าแรงสูง ควรอยู่ห่าง 55 เมตร  
                    รถยนต์บรรทุก รถถัง ปืนใหญ่สนาม ควรอยู่ห่าง 18 เมตร  
                    สายโทรเลข โทรศัพท์ ลวดหนาม ควรอยู่ห่าง 10   เมตร 
                   
โลหะที่ไม่เป็นเหล็กหรือโลหะผสมไม่มีผลต่อการอ่านเข็มทิศ
                2.หาทิศโดยอาศัยแสงแดด
                การสังเกตเงาของวัตถุจากแสงแดด เป็นการหาทิศเหนือโดยประมาณ คือ  ดวงอาทิตย์จึงทางทิศตะวันออก ถ้าเราหันหลังให้ทิศตะวันออก ด้านหน้าจะเป็นทิศตะวันตก ด้านซ้ายมือเป็นทิศใต้ และด้านขวามือเป็นทิศเหนือ   แต่การโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ไม่คงที่ คือ โคจรไปในขอบฟ้าด้านเหนือ เรียกว่าตะวัน-อ้อมเหนือ และโคจรไปในขอบฟ้าด้านใต้ เรียกว่า ตะวันอ้อมใต้ ทำให้ลักษณะของเงาที่เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงไปตามการโคจรอบดวงอาทิตย์ 
               
ฤดูตะวันอ้อมเหนือ ประมาณเดือน เมษายน-สิงหาคม 
                       
ตอนเช้า เงาจะทอดไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ 
                       
ตอนเที่ยง เงาจะทอดไปทางทิศใต้  
                       
ตอนเย็น เงาจะทอดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้  
               
ฤดูตะวันอ้อมใต้ ประมาณเดือน สิงหาคม-เมษายน  
                       
ตอนเช้า เงาจะทอดไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ 
                       
ตอนเที่ยง เงาจะทอดไปทางทิศเหนือ 
                       
ตอนเย็น เงาจะทอดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
            3.หาทิศจากดาวเหนือ โดยอาศัยกลุ่มดาวจระเข้ หรือดาวหมีใหญ่ จะมีกลุ่มดาวอยู่ 7 ดวง โคจรอยู่รอบๆ ดาวเหนือเหนือขั้วโลก จะมีดาวคู่หน้าสุดชี้ไปทางดาวเหนือตลอดเวลา ดังรูป


    4. หาทิศโดยอาศัยดวงจันทร์
                        - ดวงจันทร์ข้างขึ้น จะหันด้านที่เว้าแหว่งไปทางทิศตะวันออก จะอยู่ทางตะวันตก
                        - ดวงจันทร์ข้างแรม จะหันด้านที่เว้าแหว่งไปทางทิศตะวันตก จะอยู่ทางตะวันออก
                5. หาทิศโดยอาศัยนาฬิกาข้อมือ ใช้หาทิศเหนือได้โดยประมาณ แต่ต้องเอาฤดูกาลมาพิจารณาด้วย
                        - ฤดูตะวันอ้อมเหนือ ใช้ไม้แท่งเล็กๆ ปักลงบนพื้นดิน เอานาฬิกาวางราบลงบนพื้น โดยหันนาฬิกาให้เงาของไม้ที่ปักไว้นั้นทาบผ่านเลข 12 และจุดศูนย์กลางของหน้าปัด จากนั้นแบ่งครึ่งมุมระหว่างเข็มสั้นกับเลข 12 เส้นแบ่งครึ่งมุมนั้นจะชี้ไปในแนวทิศเหนือ
                        - ฤดูตะวันอ้อมใต้ ทำเช่นเดียวกัน แต่ในการวางนาฬิกาให้หันเงาของไม้ที่ปักไว้ทาบผ่านเข็มสั้นกับจุดศูนย์กลางของหน้าปัด แล้วแบ่งครึ่งมุมระหว่างเข็มสั้นกับเลข 12 เส้นแบ่งครึ่งมุมนั้นจะชี้ไปในแนวทิศใต้ ดังรูป


การบอกทิศในแผนที่
               
1. บอกเป็นชื่อทิศ คือ ทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก และอาจแยกเป็นระบบ 4 ทิศ หรือ 16 ทิศ หรือ 32 ทิศ ตามที่ทหารเรือนิยมใช้เรียกทิศทางลม
                2. บอกทิศเป็นมิล มิล คือ มุมรอบจุดหรือมุมรอบวงกลม แบ่งออกเป็น 6,400 หน่วย แต่ละหน่วยเรียกว่า มิล  
                        มุมรอบวงกลมมี   360   องศา      =    6,400 มิล
                               “                      1        “          =   6400/360
                                                                            = 17.8 มิล
                        เพื่อความสะดวกนิยมใช้   1  องศา  เท่ากับ  18  มิล
                        หน่วยบอกทิศเป็นมิลนิยมใช้ในหน่วยทหารปืนใหญ่และอาวุธหนัก เพราะตำแหน่งได้ละเอียดกว่าแบบอื่นๆ
                3. บอกทิศเป็นเกรด คือ มุมรอบจุดหรือวงกลมมี 400 หน่วย แต่ละหน่วยเรียกว่า 1 เกรด โดยถือหลักจากทิศเหนือเป็น 0 เกรด ทิศตะวันออกเป็น 100 เกรด ทิศใต้เป็น 200 เกรด ทิศตะวันตกเป็น 300 เกรด  1 เกรด มี 100 ลิปดา 1 ลิปดา มี 60 พิลิปดา
                4. บอกทิศเป็นองศา คือ มุมรอบจุดหรือวงกลมมี 360 อาศา แต่ละหน่วยเรียกว่า 1 องศา  แต่ละ 1 องศา มี 60 ลิปดา 1 ลิปดา มี 60 พิลิปดา ซึ่งเป็นหน่วยที่ใช้ทั่วไปในแผนที่
                5. บอกทิศเป็นอะซิมุท(Azinuth) คือ มุมรอบจุดหรือวงกลมที่วัดจากแนวทิศเหนือไปตามเข็มนาฬิกา นิยมใช้ในหน่วยทหาร
                6. บอกทิศเป็นแบริงส์ (Bearings) คือ มุมที่วัดในแนวนอน โดยวัดจากทิศเหนือและทิศใต้เป็นหลักไปทางตะวันออกและทางตะวันตก มีค่ามุมไม่เกิน 90 องศา เช่น แนวหนึ่งเบนจากทิศเหนือไปทางตะวันออก 49 องศา เรียกว่า แบริงส์เหนือ 49 องศาตะวันออก เขียน N 49 องศา E หรือ S 70 องศา W อ่านว่า แบริงส์ใต้ 70 องศาตะวันตก นิยมใช้ในหน่วยของทหารเรือ