การหาทิศ
1.อาศัยเข็มทิศ (compass) เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด โดยวางเข็มทิศในแนวราบ ให้ปลายข้างหนึ่งชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ เรียกว่าปลายชี้เหนือ เพราะโลกมีคุณสมบัติเหมือนแท่งแม่เหล็กขนาดมหึมา โดยมีขั้วแม่เหล็กโลกเหนืออยู่ที่ชายฝั่งทางเหนือของเกาะปรินซ์ ออฟ เวลส์ ทางตอนเหนือของแคนาดา คอยส่งอำนาจดึงดูดให้ปลายชี้เหนือของเข็มทิศชี้ไปทางนั้นเสมอ และขั้วแม่เหล็กโลกใต้อยู่ที่บริเวณ เซาท์ วิกตอเรียแลนด์ ในทวีปแอนตาร์กติกา
ข้อควรระวัง ไม่ควรอ่านเข็มทิศใกล้ๆกับสิ่งที่เป็นเหล็กหรือกระแสไฟฟ้า เพราะเข็มทิศจะทำงานไม่เที่ยงตรง
ไฟฟ้าแรงสูง ควรอยู่ห่าง 55 เมตร
รถยนต์บรรทุก รถถัง ปืนใหญ่สนาม ควรอยู่ห่าง 18 เมตร
สายโทรเลข โทรศัพท์ ลวดหนาม ควรอยู่ห่าง 10 เมตร
โลหะที่ไม่เป็นเหล็กหรือโลหะผสมไม่มีผลต่อการอ่านเข็มทิศ
2.หาทิศโดยอาศัยแสงแดด
การสังเกตเงาของวัตถุจากแสงแดด เป็นการหาทิศเหนือโดยประมาณ คือ ดวงอาทิตย์จึงทางทิศตะวันออก ถ้าเราหันหลังให้ทิศตะวันออก ด้านหน้าจะเป็นทิศตะวันตก ด้านซ้ายมือเป็นทิศใต้ และด้านขวามือเป็นทิศเหนือ แต่การโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ไม่คงที่ คือ โคจรไปในขอบฟ้าด้านเหนือ เรียกว่าตะวัน-อ้อมเหนือ และโคจรไปในขอบฟ้าด้านใต้ เรียกว่า ตะวันอ้อมใต้ ทำให้ลักษณะของเงาที่เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงไปตามการโคจรอบดวงอาทิตย์
ฤดูตะวันอ้อมเหนือ ประมาณเดือน เมษายน-สิงหาคม
ตอนเช้า เงาจะทอดไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
ตอนเที่ยง เงาจะทอดไปทางทิศใต้
ตอนเย็น เงาจะทอดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
ฤดูตะวันอ้อมใต้ ประมาณเดือน สิงหาคม-เมษายน
ตอนเช้า เงาจะทอดไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ตอนเที่ยง เงาจะทอดไปทางทิศเหนือ
ตอนเย็น เงาจะทอดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
3.หาทิศจากดาวเหนือ โดยอาศัยกลุ่มดาวจระเข้ หรือดาวหมีใหญ่ จะมีกลุ่มดาวอยู่ 7 ดวง โคจรอยู่รอบๆ ดาวเหนือเหนือขั้วโลก จะมีดาวคู่หน้าสุดชี้ไปทางดาวเหนือตลอดเวลา ดังรูป
1.อาศัยเข็มทิศ (compass) เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด โดยวางเข็มทิศในแนวราบ ให้ปลายข้างหนึ่งชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ เรียกว่าปลายชี้เหนือ เพราะโลกมีคุณสมบัติเหมือนแท่งแม่เหล็กขนาดมหึมา โดยมีขั้วแม่เหล็กโลกเหนืออยู่ที่ชายฝั่งทางเหนือของเกาะปรินซ์ ออฟ เวลส์ ทางตอนเหนือของแคนาดา คอยส่งอำนาจดึงดูดให้ปลายชี้เหนือของเข็มทิศชี้ไปทางนั้นเสมอ และขั้วแม่เหล็กโลกใต้อยู่ที่บริเวณ เซาท์ วิกตอเรียแลนด์ ในทวีปแอนตาร์กติกา
ข้อควรระวัง ไม่ควรอ่านเข็มทิศใกล้ๆกับสิ่งที่เป็นเหล็กหรือกระแสไฟฟ้า เพราะเข็มทิศจะทำงานไม่เที่ยงตรง
ไฟฟ้าแรงสูง ควรอยู่ห่าง 55 เมตร
รถยนต์บรรทุก รถถัง ปืนใหญ่สนาม ควรอยู่ห่าง 18 เมตร
สายโทรเลข โทรศัพท์ ลวดหนาม ควรอยู่ห่าง 10 เมตร
โลหะที่ไม่เป็นเหล็กหรือโลหะผสมไม่มีผลต่อการอ่านเข็มทิศ
2.หาทิศโดยอาศัยแสงแดด
การสังเกตเงาของวัตถุจากแสงแดด เป็นการหาทิศเหนือโดยประมาณ คือ ดวงอาทิตย์จึงทางทิศตะวันออก ถ้าเราหันหลังให้ทิศตะวันออก ด้านหน้าจะเป็นทิศตะวันตก ด้านซ้ายมือเป็นทิศใต้ และด้านขวามือเป็นทิศเหนือ แต่การโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ไม่คงที่ คือ โคจรไปในขอบฟ้าด้านเหนือ เรียกว่าตะวัน-อ้อมเหนือ และโคจรไปในขอบฟ้าด้านใต้ เรียกว่า ตะวันอ้อมใต้ ทำให้ลักษณะของเงาที่เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงไปตามการโคจรอบดวงอาทิตย์
ฤดูตะวันอ้อมเหนือ ประมาณเดือน เมษายน-สิงหาคม
ตอนเช้า เงาจะทอดไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
ตอนเที่ยง เงาจะทอดไปทางทิศใต้
ตอนเย็น เงาจะทอดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
ฤดูตะวันอ้อมใต้ ประมาณเดือน สิงหาคม-เมษายน
ตอนเช้า เงาจะทอดไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ตอนเที่ยง เงาจะทอดไปทางทิศเหนือ
ตอนเย็น เงาจะทอดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
3.หาทิศจากดาวเหนือ โดยอาศัยกลุ่มดาวจระเข้ หรือดาวหมีใหญ่ จะมีกลุ่มดาวอยู่ 7 ดวง โคจรอยู่รอบๆ ดาวเหนือเหนือขั้วโลก จะมีดาวคู่หน้าสุดชี้ไปทางดาวเหนือตลอดเวลา ดังรูป
4. หาทิศโดยอาศัยดวงจันทร์
- ดวงจันทร์ข้างขึ้น จะหันด้านที่เว้าแหว่งไปทางทิศตะวันออก จะอยู่ทางตะวันตก
- ดวงจันทร์ข้างแรม จะหันด้านที่เว้าแหว่งไปทางทิศตะวันตก จะอยู่ทางตะวันออก
5. หาทิศโดยอาศัยนาฬิกาข้อมือ ใช้หาทิศเหนือได้โดยประมาณ แต่ต้องเอาฤดูกาลมาพิจารณาด้วย
- ฤดูตะวันอ้อมเหนือ ใช้ไม้แท่งเล็กๆ ปักลงบนพื้นดิน เอานาฬิกาวางราบลงบนพื้น โดยหันนาฬิกาให้เงาของไม้ที่ปักไว้นั้นทาบผ่านเลข 12 และจุดศูนย์กลางของหน้าปัด จากนั้นแบ่งครึ่งมุมระหว่างเข็มสั้นกับเลข 12 เส้นแบ่งครึ่งมุมนั้นจะชี้ไปในแนวทิศเหนือ
- ฤดูตะวันอ้อมใต้ ทำเช่นเดียวกัน แต่ในการวางนาฬิกาให้หันเงาของไม้ที่ปักไว้ทาบผ่านเข็มสั้นกับจุดศูนย์กลางของหน้าปัด แล้วแบ่งครึ่งมุมระหว่างเข็มสั้นกับเลข 12 เส้นแบ่งครึ่งมุมนั้นจะชี้ไปในแนวทิศใต้ ดังรูป
การบอกทิศในแผนที่
1. บอกเป็นชื่อทิศ คือ ทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก และอาจแยกเป็นระบบ 4 ทิศ หรือ 16 ทิศ หรือ 32 ทิศ ตามที่ทหารเรือนิยมใช้เรียกทิศทางลม
2. บอกทิศเป็นมิล มิล คือ มุมรอบจุดหรือมุมรอบวงกลม แบ่งออกเป็น 6,400 หน่วย แต่ละหน่วยเรียกว่า มิล
มุมรอบวงกลมมี 360 องศา = 6,400 มิล
“ 1 “ = 6400/360
= 17.8 มิล
เพื่อความสะดวกนิยมใช้ 1 องศา เท่ากับ 18 มิล
หน่วยบอกทิศเป็นมิลนิยมใช้ในหน่วยทหารปืนใหญ่และอาวุธหนัก เพราะตำแหน่งได้ละเอียดกว่าแบบอื่นๆ
3. บอกทิศเป็นเกรด คือ มุมรอบจุดหรือวงกลมมี 400 หน่วย แต่ละหน่วยเรียกว่า 1 เกรด โดยถือหลักจากทิศเหนือเป็น 0 เกรด ทิศตะวันออกเป็น 100 เกรด ทิศใต้เป็น 200 เกรด ทิศตะวันตกเป็น 300 เกรด 1 เกรด มี 100 ลิปดา 1 ลิปดา มี 60 พิลิปดา
4. บอกทิศเป็นองศา คือ มุมรอบจุดหรือวงกลมมี 360 อาศา แต่ละหน่วยเรียกว่า 1 องศา แต่ละ 1 องศา มี 60 ลิปดา 1 ลิปดา มี 60 พิลิปดา ซึ่งเป็นหน่วยที่ใช้ทั่วไปในแผนที่
5. บอกทิศเป็นอะซิมุท(Azinuth) คือ มุมรอบจุดหรือวงกลมที่วัดจากแนวทิศเหนือไปตามเข็มนาฬิกา นิยมใช้ในหน่วยทหาร
6. บอกทิศเป็นแบริงส์ (Bearings) คือ มุมที่วัดในแนวนอน โดยวัดจากทิศเหนือและทิศใต้เป็นหลักไปทางตะวันออกและทางตะวันตก มีค่ามุมไม่เกิน 90 องศา เช่น แนวหนึ่งเบนจากทิศเหนือไปทางตะวันออก 49 องศา เรียกว่า แบริงส์เหนือ 49 องศาตะวันออก เขียน N 49 องศา E หรือ S 70 องศา W อ่านว่า แบริงส์ใต้ 70 องศาตะวันตก นิยมใช้ในหน่วยของทหารเรือ
1. บอกเป็นชื่อทิศ คือ ทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก และอาจแยกเป็นระบบ 4 ทิศ หรือ 16 ทิศ หรือ 32 ทิศ ตามที่ทหารเรือนิยมใช้เรียกทิศทางลม
2. บอกทิศเป็นมิล มิล คือ มุมรอบจุดหรือมุมรอบวงกลม แบ่งออกเป็น 6,400 หน่วย แต่ละหน่วยเรียกว่า มิล
มุมรอบวงกลมมี 360 องศา = 6,400 มิล
“ 1 “ = 6400/360
= 17.8 มิล
เพื่อความสะดวกนิยมใช้ 1 องศา เท่ากับ 18 มิล
หน่วยบอกทิศเป็นมิลนิยมใช้ในหน่วยทหารปืนใหญ่และอาวุธหนัก เพราะตำแหน่งได้ละเอียดกว่าแบบอื่นๆ
3. บอกทิศเป็นเกรด คือ มุมรอบจุดหรือวงกลมมี 400 หน่วย แต่ละหน่วยเรียกว่า 1 เกรด โดยถือหลักจากทิศเหนือเป็น 0 เกรด ทิศตะวันออกเป็น 100 เกรด ทิศใต้เป็น 200 เกรด ทิศตะวันตกเป็น 300 เกรด 1 เกรด มี 100 ลิปดา 1 ลิปดา มี 60 พิลิปดา
4. บอกทิศเป็นองศา คือ มุมรอบจุดหรือวงกลมมี 360 อาศา แต่ละหน่วยเรียกว่า 1 องศา แต่ละ 1 องศา มี 60 ลิปดา 1 ลิปดา มี 60 พิลิปดา ซึ่งเป็นหน่วยที่ใช้ทั่วไปในแผนที่
5. บอกทิศเป็นอะซิมุท(Azinuth) คือ มุมรอบจุดหรือวงกลมที่วัดจากแนวทิศเหนือไปตามเข็มนาฬิกา นิยมใช้ในหน่วยทหาร
6. บอกทิศเป็นแบริงส์ (Bearings) คือ มุมที่วัดในแนวนอน โดยวัดจากทิศเหนือและทิศใต้เป็นหลักไปทางตะวันออกและทางตะวันตก มีค่ามุมไม่เกิน 90 องศา เช่น แนวหนึ่งเบนจากทิศเหนือไปทางตะวันออก 49 องศา เรียกว่า แบริงส์เหนือ 49 องศาตะวันออก เขียน N 49 องศา E หรือ S 70 องศา W อ่านว่า แบริงส์ใต้ 70 องศาตะวันตก นิยมใช้ในหน่วยของทหารเรือ



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น