วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

You are more beautiful than you think.

You are more beautiful than you think.

โดฟ ออกโฆษณาหลายๆชิ้น เพื่อสร้าง impact กับลูกค้า โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่มักมองตนเอง เป็นคนสวยไม่พอ โดยให้นักวาดภาพจาก FBI มาสเก็ตภาพใบหน้า ตามคำบอกเล่าของผู้หญิงคนนั้น แล้วเปรียบเทียบกับคำบอกเล่าของคนอื่น ผลปรากฏว่า ภาพที่ได้จากคำบอกเล่าของคนอื่น มักจะสวยกว่าภาพที่เจ้าตัวบรรยายตัวเอง 


จาก http://www.marketingoops.com

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หุ่นยนต์ ผู้ช่วย คุณพยาบาล

http://www.youtube.com/watch?v=a-YC5wLmt6g&feature=related

อดีตผู้บริหารโซนี่ ผู้บุกเบิกพัฒนาซีดีเสียชีวิต 23/4/54 ที่โรงพยาบาลในกรุงโตเกียว ขณะมีอายุ 81 ปี

          นายโนริโอะ โอกะ อดีตประธานบริษัท โซนี คอร์ป. ผู้มีส่วนร่วมปฏิวัติอุตสาหกรรมเพลง จากการพัฒนาคอมแพค ดิสก์ หรือ ซีดีที่ใช้ในการบันทึกเพลง เก็บข้อมูลและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ เสียชีวิตลงแล้วที่โรงพยาบาลในกรุงโตเกียว เมื่อวันเสาร์ขณะมีอายุ 81 ปี เนื่องจากมีภาวะอวัยวะสำคัญล้มเหลว  

ภาพจากแฟ้มเมื่อปี 2534
          นายโอกะเป็นผู้บริหารบริษัทระหว่างปี 2525-2538 เป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนพัฒนาธุรกิจให้เติบโตจากอุตสาหกรรมการผลิต ฮาร์ดแวร์อิเล็กทรอนิกส์ สู่ซอฟต์แวร์และอุตสาหกรรมบันเทิง
         
          เขาเริ่มทำงานที่โซนี่ใน ปี 2496 เมื่อสองผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท(อากิโอะ โมริตะ และ มาซารุ อิบูกะ) ได้เลือกเขาเป็นที่ปรึกษาของบริษัท ทั้งที่เขากำลังศึกษาดนตรีที่มหาวิทยาลัยศิลปะและการดนตรีแห่งชาติโตเกียว (ทั้งโมริตะและอิบูกะ เห็นอะไรในตัวของโอกะ) นอกจากนี้โอกะซึ่งเป็นอดีตนักร้องโอเปร่าและคอนดัคเตอร์ ยังได้ผลักดันให้มีการพัฒนาซีดี ที่สามารถบันทึกเพลงได้ยาว 75 นาทีเพื่อบันทึกเพลงซิมโฟนี หมายเลข 9 ของบีโธเฟ่นได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุด (หรือมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 ซม. : ผู้เขียนเพิ่มเติมเอง) โดยพัฒนาร่วมกันกับโรยัล ฟิลิปส์ อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผลิตแห่งแรกของโลกโดยโซนี่ ในปี 1982

          นอกจากนี้โอกะยังมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้ง ซีบีเอส โซนี่ เรคคอร์ดส์ ที่ปัจจุบันกลายเป็นโซนี่ มิวสิค เอ็นเทอร์เทนเมนต์ และเขาได้ตัดสินใจทุ่มเงิน 3,400 ล้านดอลลาร์ซื้อโคลัมเบีย พิคเจอร์ส สตูดิโอชื่อดังของฮอลลีวู้ด แม้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการสูญเงินมหาศาลและเป็นการลงทุนที่ไม่ฉลาด
เท่าไหร่นัก แต่ความมุ่งมั่นของเขาในการพัฒนาธุรกิจด้านเพลง ภาพยนตร์และวิดีโอเกม ได้ทำให้อาณาจักรธุรกิจของโซนีเติบโตและประสบความสำเร็จอย่างมาก  นอกจากนี้เขายังให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของบริษัทและได้ออกแบบโลโก้ของโซนี่อีกด้วย

ที่มา : คมชัดลึก วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2554

นายโนริโอะ ลงจากตำแหน่งประธานโซนี่ เมื่อปี 2538 โดยมี นายโนบุยูกิ อิเดอิ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน ขณะที่ นายโนริโอะ มาเป็นที่ปรึกษาจนถึงปี 2543 ที่เขาขอเกษียณตัวเอง









มาซารุ อิบูกะ และ อากิโอะ โมริตะ ผุ้ก่อตั้ง SONY


  มาซารุ อิบุกะ(ซ้าย) และ อากิโอะ โมริตะ(ขวา)

อากิโอะ โมริตะ Morita Akio และ  มาซารุ อิบุกะ Ibuka Masaru

ทั้งคู่ นับเป็นการผสมผสาน ที่ลงตัวอย่างงดงาม ของบริษัทเกิดใหม่ กล่าวคือ โมริตะ เป็นนักบริหาร และ นักการตลาด ขณะที่ อิบุคะ เป็นวิศวกร เป็นนักประดิษฐ์ คิดค้น (โมริตะจบฟิสิกส์ และไม่มีประสบการณ์ด้านการตลาด)

แต่ก่อนอื่น มารู้จักความเป็นมาก่อนจะตั้งบริษัท ก่อนจะดีกว่า
ดูต้นฉบับได้ที่
http://www.sony.net/SonyInfo/CorporateInfo/History/SonyHistory/index.html


ในเดือนกันยายน ปี 1945 มาซารุ อิบุกะ กลับไปยังโตเกียวเพื่อเริ่มงานในเมืองที่ถูกทำลายหลังสงคราม ห้องแคบๆที่มีตู้สวิทช์บอร์ดโทรศัพท์ อยู่บนชั้นสามของห้างสรรพสินค้าชิโรคิยะในนิฮอมบาชิ กลายเป็นห้องทำงานของอิบุคะ และทีมงานตัวตึกรอดมาได้ท่ามกลางไฟสงคราม ผนังคอนกรีตภายนอกมีรอยแตกร้าวทั่วไปหมด ที่ทำงานใหม่นี้ไม่มีหน้าต่าง เล็ก และดูหม่นหมอง งานปรับปรุงสภาพที่หำงานเริ่มต้นอย่างช้าๆ ด้วยแผ่นเหล็กซิลิคอน สว่าน และเครื่องมือเครื่องไม้อื่นๆ ที่ส่งมาจากโรงงานที่ซูซุกะ

เดือนตุลาคม อิบุกะและทีมงาน ได้ตั้งคณะทำงานใหม่ขึ้นมา เรียกว่า "Tokyo Tsushin Kenkyujo"(Totsuken), หรือ "Tokyo Telecommunications Research Institute."แม้ว่าทุกคนจะอยากทำงาน เพื่อช่วยกันสร้างญี่ปุ่นขึ้นมาใหม่จากซากสงคราม ด้วยความรู้ทางวิศวกรรมที่พวกเขามี แต่ ไม่มีใครสักคนที่จะรู้ว่า ควรทำอะไรก่อนดี

  เงินเดือนพนักงานเกือบทั้งหมด มาจากเงินเก็บของอิบุกะ ซึ่งมีไม่มากนัก พวกเขาต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างเพื่อที่จะอยู่ในธุรกิจต่อไป หลังสงคราม ชาวญี่ปุ่นทุกคนต้องการฟังข่าวจากโลกภายนอก วิทยุแทบทุกเครื่องถูกทำลาย เพื่อป้องกันการรับฟังข่าวสารข้อมูลจากข้าศึก โรงงานของอิบุกะ ซ่อมวิทยุ และสร้างตัวแปลงสัญญาณคลื่นสั้นซึ่งจะทำให้วิทยุ AM เปลี่ยนเป็นเครื่องรับระบบซูเปอร์เฮทเธอโรไดน์  หรือ เครื่องรับวิทยุที่รับได้ทุกความถี่ ความต้องการวิทยุเพิ่มสูงมากอย่างรวดเร็ว

ตัวแปลงสัญญาณคลื่นสั้นเป็นที่สนใจในวงกว้าง หนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน ได้ลงเรื่องราวของมัน ในคอลัมน์ "ปากกาน้ำเงิน" ผลก็คือ ความต้องการอุปกรณ์นี้เพิ่มขึ้นไปอีก บทความนี้ยังได้นำอิบุกะ กับอากิโอะ โมริตะ
ให้กลับมาพบกันอีกครั้ง* หลังสงคราม โมริตะ ได้กลับไปบ้านที่ โคสุกายะ ใน อะอิชิ ปรีเฟคเจอร์ (Kosugaya, in Aichi Prefecture) วันหนึ่ง เขาก็ได้อ่านคอลัมน์ดังกล่าว ที่มีชื่อของอิบุกะอยู่ และเขาก็ได้เขียนจดหมายไปหาในทันที อิบุกะก็ตอบมาเดี๋ยวนั้น ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้โมริตะ มายังโตเกียว และอิบุกะ ยังเสนอให้งานเป็นอาจารย์ในสถาบัน Tokyo Institute of Technology (Tokodai) โมริตะ ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉยๆ เขารีบย้ายมายังโตเกียวทันที

(*) อิบุกะ และโมริตะ ผู้ก่อตั้งโซนี่ พบกันครั้งแรกในงานประชุมการค้นคว้าอาวุธใหม่ในช่วงสงคราม ทั้งสองคนกลายป็นเพื่อนสนิทกัน แม้ว่า อิบุกะจะมีอายุมากกว่าเป็น 10 ปี
 Mr. Morita (age26, then Managing Director) and Mr. Ibuka (age 39, then Senior Managing Director) in May 1947.

ในการทำงานซ่อมวิทยุนี้ พนักงานมักจะได้รับของรางวัลเป็นข้าว จากลูกค้าที่เขาไปให้บริการนอกสถานที่ นอกเหนือจากเงินค่าบริการตามปกติ นี่เป็นเรื่องน่าประทับใจในช่วงเวลาที่อาหารเป็นของหายาก


นอกเหนือจากนี้ โรงงานของอิบุกะ ได้ลองทำหม้อหุงข้าวไฟฟ้า โรงงานไฟฟ้าได้ปิดลงบ้าง เพราะไฟฟ้ามีมากเกินความต้องการไปแล้ว ซึ่งทำให้อิบุกะ ปิ๊งไอเดีย ว่า จะทำอะไรสักอย่าง ที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน นั่นคือ หม้อหุงข้าว ทำง่ายๆ โดย ติดขั้วไฟฟ้าอลูมิเนียม เข้ากับก้นของถังไม้ เป็นผลิตภัณฑ์ตัวแรก แต่ ข้าวที่หุงก็ขึ้นอยู่กับชนิดของข้าว ปริมาณน้ำที่ใช้ รสชาติหาชิมได้ยากจริงๆ ไม่หุงดิบ ก็ไหม้ไปเลย นี่คือความผิดพลาดแรกของอิบุกะและทีมงาน



จนมาถึงผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนบริษัทเล็กๆ ให้มีชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์โลกได้
ปี 1950 บริษัทได้เริ่มผลิตเครื่องบันทึกเทป จำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น เพื่อจำหน่ายทดแทนการนำเข้าจากสหรัฐฯ (เป็นบริษัทแรกในเอเชียที่ทำสำเร็จ)
และ ในปี 1955 บริษัทประสบความสำเร็จในการพัฒนาวิทยุทรานซิสเตอร์สำเร็จเป็นรายแรกของ ญี่ปุ่น และเป็นรายที่สองของโลก.

  ในปี 1958 บริษัทได้นำชื่อ “โซนี่คอร์ปอเรชั่น”
 ------------------------------------
แรกเริ่ม ผลิตภัณฑ์หลักได้แก่อุปกรณ์สื่อสาร โดยขายให้ัรัฐบาลที่อยู่ในภาวะฟื้นฟูประเทศ
การขายของให้รัฐนั้น ทำให้โซนี่ต้อง deal กับฝ่ายจัดซื้อในแบบ “ซี้ย่ำปึ้ก” และถ้าหากฝ่ายจัดซื้อต้องเปลี่ยนคน เขาและอิบูกะ (ผู้ร่วมก่อตั้ง) ก็พลอยย่ำแย่ไปด้วยเพราะต้องสามสัมพันธ์กันใหม่ และถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ บริษัทต้องได้รับการกระทบเพราะการทำธุรกิจแบบนี้ไม่มีความแน่นอน


ดังนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจแบบดังกล่าว ซึ่งชะตากรรมบริษัทผูกติดอยู่กับฝ่ายจัดซื้อเท่านั้น ทั้งสองตัดสินใจทำธุรกิจที่ขายผลิตภัณฑ์ให้มวลชน

ผลิตภัณฑ์แรกของโซนี่ หลังจากตัดสินใจเข้าสู่ Consumer Market คือเครื่องบันทึกเทป
….ก่อนหน้านั้นทั้งคู่วาดฝันไว้สวยหรู ว่าต้องทำเิงินได้มหาศาล จึงใช้เิงินและบุคลากรจำนวนมากเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนให้โดดเด่น…
อย่างไรก็ตามหลังจากที่เครื่องบันทึกเทปออกสู่ตลาด…ปรากฏว่าฝันสลายอย่าง สิ้นเชิง เพราะผู้บริโภคไม่ต้องการ เพราะเหตุผลที่ว่า “มันแพงเกินไปสำหรับของเล่นแค่ชิ้นหนึ่ง”

แล้วจะขายของยังไงดี???
ไม่ต้องบอกก็คงเห็นภาพโมริตะนอนก่ายหน้าผาก

อยู่มาวันหนึ่ง โมริตะเดินอยู่แถว ๆ บ้นและหยุดอยู่หน้าร้านขายของโบราณวัตถุ เขาหยุดและจ้องอยู่หนึ่ง แต่เขาไม่ได้สนใจวัตถุโบราณหรอก เขาจ้องเขม็งไปที่บทความที่ติดไว้บนกระจกหน้าร้าน… หลังจากนั้น โมริตะก็เดินจากไปโดยไม่สนใจ แต่ทว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินสวนเข้าไปในร้าน และถามพนักงานขายหลายคำ จากนั้นหนุ่มคนนี้… ก็ควักกระเป๋าจ่ายเิงินจำนวนมากซื้อวัตถุโบราณชิ้นที่โมริตะไม่ได้สนใจนั่น แหละ…
หนุ่มรายนี้เดินออกจากร้านไปอย่างมีความสุข
“ผมคิดว่าเครื่องบันทึกเทปโซนี่ มีคุณค่ามากกว่าสิ่งนั้น แต่เจ้าหนุ่มคนนั้นกลับจ่ายเงินซื้อวัตถุโบราณที่แพงกว่าเครื่องเล่นเทปของ ผมตั้งหลายเท่า”
โมริตะประหลาดใจและพิศวงงงงวยกับพฤติกรรมของเจ้าหนุ่มคนนี้มาก
“เขาสอนการขายพื้นฐานให้ผม” … นั่นคือ เราไม่มีทางขายสินค้าได้ ถ้าลูกค้าไม่ซาบซึ้งในคุณค่าของสิ่งนั้น
“ไมมีทางที่ผมจะซื้อวัตถุโบราณ ชิ้นนั้นในราคาที่สูงขนาดนั้น เพราะว่าผมไม่สนใจโบราณวัตถุทว่าคนอื่นที่ซาบซึ้งในคุณค่าของมัน ก็พร้อมที่จะจ่ายเงิน”
และในสายตาของโมริตะและอิบูกะ เครื่องบันทึกเทปมีคุณค่ามหาศาล
พวกเขาคิดว่าราคาขายที่ตั้งนั้นถูกเกินไปเสียด้วยซ้ำ แต่ผู้บริโภคกลับมองว่ามันเป็นแค่ของเล่นที่ดูน่าสนใจเท่านั้นเอง
บ๊ะ!!!  เป็นงั้นไป
แปลว่า..ถ้าผู้บริโภคไม่คิดว่าเครื่้องบันทึกเทปมีคุณค่า ก็จะไม่ซื้อ
โมริตะเกิดการรู้แจ้งเห็นจริงขึ้นมาฉับพลัน
เขาต้องสอนให้ผู้บริโภครู้เครื่องบันทึกเทปนั้นทำอะไรได้ตั้งหลายอย่างในชีวิตประจำวัน

มันเป็นบทเรียนที่สอนให้ไม่เพียงแต่เฉพาะโซนี่เท่านั้น…ทว่ายังสอนให้ หลาย ๆ บริษัทที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันนั้นด้วย นั่นคือ บริษัทไม่เพียงแต่มีหน้าที่ผลิตสินค้าเท่านั้น หากยังต้องสอนให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักใช้สินค้านั้นด้วย (Educate Prospective Customers)ไม่เช่นนั้นตลาดใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ก็ไม่เกิด
กระนั้นก็ตาม…โซนี่ในช่วงตั้งไข่ซึ่งมีเงินและเวลาจำกัด ไม่สามารถสอนผู้คนทั้งญีปุ่นได้
“เาตระหนักว่าการตลาดคือการเพิ่มจำนวนผู้ที่สามารถสื่อคุณประโยชน์และคุณค่าของผลิตภัณฑ์ไปสู่ลูกค้า โดยใช้วิธีเดียวกับที่เราทำ”
โมริตะเริ่มต้นสอนฝ่ายการตลาดของโซนี่ให้รู้ซึ้งถึงเป้าหมายนี้ จากนั้นส่งผ่านแนวความคิดนี้ไปสู่ขั้้นตอนต่อไป
ภายใต้กระบวนการนี้ สารที่ถูกต้อง (Accurate Message) จักต้องสื่อจากตัวโมริตะไปยังฝ่ายการตลาด จากนั้นส่งผ่านไปยังพนักงานขายในแต่ละภาคและส่งต่อไปยังเซลล์แมนของดีลเลอร์
ซึ่งก็หมายความว่างานการตลาดก็คืองานด้านการสื่อสารนั่นเอง!!!!!
ปัจจุบันคอนเซ็ปต์การตลาดคือการสื่อสารได้รับความนิยมเอามาก ๆ
สำหรับโซนี่นั้น มันไม่ได้จำกัดแต่ด้านการขาย เมื่อใดก็ตามที่มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ จะมีการสื่อสารเจตจำนงของผู้บริหารระดับสูงเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในทุก ขั้นตอน ตั้งแต่ฝ่ายผลิตไปยังฝ่ายขาย ไปถึงดีลเลอร์ และสุดท้ายปลายทางที่ลูกค้า
ยิ่งกว่านั้น การสื่อสารต้องไม่ใช่การสื่อสารทางเดียว ความเห็นจากลูกค้าจะถูกส่งกลับไปฝ่ายผลิต และการสื่อสารสองทางนี้เองที่ทำให้กลไลทางการตลาดทำงานได้ดียิ่งขึ้น
โมริตะไม่เห็นด้วยว่า “การวิจัยทางการตลาดคือคำตอบสุดท้าย”
“ความเชื่อที่ว่าเรียนรู้สิ่งที่ลูกค้าต้องการและผลิตสินค้านั้น เพื่อสนอง ก็จะประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ในสังคมที่เทคโนโลยีีมีความเจริญรุดหน้าตลอดเวลา การพึ่งพา Market research อาจเสี่ยงเกินไป”
ลูกค้าโดยทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้าที่เขาเ็ป็นเจ้าของ… แต่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีมากนัก ดังนั้นถ้ามัวแต่ไปพึ่งพาความต้องการของลูกค้าเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ซึ่ง บริษัทอื่น ๆ ก็ทำ Market research เช่นเดียวกัน  ผลิตภัณฑ์ทีได้มาย่อมเหมือนกับบริษัทอื่น ๆ ซึ่งไม่มีความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน
เพราะโมริตะเชื่อว่า ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวหน้าขึ้นทุกวันนี้ ทำให้โซนี่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าไม่เคยพบหรือมีความรู้เกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์นั้นมาก่อน…และเมื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แล้วก็ต้องสื่อสารให้ลูกค้า เข้าใจ ถึงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์
ด้วยวิธีการเช่นนี้ ตลาดใหม่จะเกิด
นี่คือ concept ด้านการตลาดของ SONY!!!!
เขียนโดย ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย

การถ่ายทอดสด ภาพสี APOLLO 10

ดูสารคดี เล่าถึง ความคิด และวิธีการถ่ายทอดสดภาพ จากดวงจันทร์
ในยุค คศ 196X ประเด็นสำคัญอยู่ที่ NASA อยากจะถ่ายทอดสดเป็นภาพสี ซึ่งเดิมสามารถถ่ายทอดภาพขาว-ดำ ได้แล้ว แต่ในยุคนั้นกล้องโทรทัศน์สี มีขนาดใหญ่เกินไป(คือ ต้องมีกระบอกเลนส์สี 3 อัน : ก็คือ กระบอกเลนส์สี แดง เขียว น้ำเงิน) ไม่สามารถเข้ายานอวกาศได้ ปัญหาก็คือ ต้องทำกล้องโทรทัศน์สีที่มีขนาดเท่ากล่องใส่รองเท้า ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ปัญหานี้ก็แก้ไขได้โดยเทคโนโลยีที่เรียกได้ว่าตายไปแล้ว มันเป็นเทคโนโลยี การทำภาพสีจากกล้องโทรทัศน์ขาว-ดำธรรมดา คิดค้นโดย Peter Carl Goldmark ชาว Hungarian โดยติดฟีสเตอร์ที่หมุนได้ไว้หน้าเลนส์ เรียกว่า Field-sequential color system




-------------------------------------------------------------------------------

side of Lunar Module showing MESA and Apollo TV camera
--------------------------------------------------------------------------------
 http://en.wikipedia.org/wiki/Apollo_TV_camera

http://www.livefromthemoon.tv/



 http://www.spacecraftfilms.com/

http://www.retrospaceimages.com/product.sc?productId=39&categoryId=4

http://www.nasa.gov/mission_pages/apollo/40th/a11_audio_db.html

พี่ตู้ทอล์กโชว์ ‘กรุงไม่แตก ก็เลี้ยงไม่โต’ โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 17 ตุลาคม 2551

เหตุผลของพี่ตู้ในการจัดทอล์กโชว์ครั้งนี้คืออะไรครับ?
     
       เพราะพี่อิจฉารากหญ้าครับ
การที่อนุญาตให้คนที่ไม่เรียนมีสิทธิเท่าเทียมคนที่เรียน เป็นกติกาสากลสำหรับประเทศที่ระดับการศึกษาเฉลี่ยสูงถึงขั้นปลอดภัยแล้ว
การเลือกตั้งของเค้าจึงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานได้ ซึ่งไม่ถูกต้องสำหรับประเทศที่การศึกษาเฉลี่ยต่ำครับ
เพราะจริงๆ แล้ว สิทธิขั้นพื้นฐานเดิมนั้นกำหนดเฉพาะเรื่องพื้นฐาน เช่น การนับถือศาสนา การสาธารณะสุข การแสดงความคิด การสมรส สวัสดิภาพในการดำรงชีวิต ฯลฯ รวมไปถึงการศึกษา
แต่ไม่รวมการเลือกตั้งเข้าไปในสิทธิขั้นพื้นฐานครับ อันตรายต่อความอยู่รอดของบางเผ่าพันธุ์ในทันที
แต่เผ่าพันธุ์นั้นๆ จะไม่ค่อยรู้ เพราะดันไปสงสารเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ที่ควรกำจัด เพราะเป็นภาระ
เราไม่ได้เกรงใจภาระเพราะเราใจดีนะครับ เราเกรงใจภาระเพราะเราขี้ขลาด เราเกรงกลัวพวกภาระครับ
ภาระจึงได้ใจ ครอบครองเมืองโดยไม่ยอมพัฒนาพวกตน พี่อิจฉามันครับ
(*** อ่านดูแล้วเหมือนแรง แต่ก็ชี้นำให้กำจัดความไม่รู้ ซึ่งก็คือความโง่ ด้วยการศึกษานั้นเอง)
     
       เมื่อการศึกษาคือสิทธิขั้นพื้นฐาน ใครไม่ยอมเรียนก็ต้องถือว่าผู้นั้นละเลยสิทธิขั้นพื้นฐาน ก็แปลว่าบกพร่องในหน้าที่ซึ่งโยงกับบางสิทธิ
ผู้บกพร่องในหน้าที่ก็ควรถูกเพิกถอนบางสิทธิที่เกี่ยวข้อง เช่น สิทธิในการตัดสินใจเรื่องอนาคตของประเทศชาติ
เพราะเราจำเป็นต้องกำหนดที่การศึกษาครับ ไม่ใช่กำหนดที่อายุเหมือนประเทศพัฒนา ตายสิ ระดับการศึกษาเฉลี่ยของเราต่ำกว่ามาตรฐานประเทศประชาธิปไตยในโลกครับ
ไม่ต้องอาย ต่ำกว่ามากเลยจริงๆ ต้องยอมรับ ต้องแก้กติกาครับ ไม่งั้นตาย หลายศพแล้วด้วย และจะมีอีกครับถ้าไม่รีบแก้กติกา
อย่าอาย เพื่อนร่วมชาติเราโง่ครับ ยอมรับซะจะได้แก้กติกากัน (***เข้าใจว่า โง่ ก็คือไม่รู้)
     
       ทำไมเราจึงไม่ให้ลิงบาบูนอายุ 18 ขวบมีสิทธิ์เลือกตั้งล่ะครับ เพราะบาบูนไม่เรียนหนังสือ
ไม่ใช่เพราะบาบูนไม่ใช่คนนะครับ บาบูนเหนือกว่าบางคนด้วยซ้ำ บาบูนหากินเองได้ ไม่ต้องรอเอื้ออาทรไม่ต้องรอผ้าห่มทุกปี
ก็ถ้าบาบูนเรียนหนังสือสอบผ่าน ม.6 ก็แปลว่าพูดกับคนรู้เรื่อง เราก็ควรให้สิทธิ์เลือกตั้งกับบาบูนครับ
แต่นี่มีโง่กว่าบาบูนอีกนะ พูดก็ไม่รู้เรื่อง สะกดประชาธิปไตยก็ไม่ถูก ทำมาหากินก็ไม่ได้ ผ้าห่มก็หาเองไม่ได้ต้องแจกทุกปี แต่ดันมีสิทธิ์เลือกตั้ง อย่างงี้ บาบูนค้อนครับ
     
       ถ้ากุลีมีสิทธิเท่าบัณฑิต บัณฑิตจะลงทุนเรียนกันไปทำไมไม่ทราบครับ
ประชาธิปไตยมันว่าด้วยเรื่องเสียงข้างมาก ฉะนั้น ประเทศไหนที่เสียงข้างมากไม่มีการศึกษา ประเทศก็ล่มเพราะกุ๊ยซื้อกุ๊ยและกุ๊ยแลือกกุ๊ย แน่นอนครับ
พวกคอมมิวนิสต์นิยมก็สัพยอกว่าพี่ตู้เป็น “อำมาตยาธิปไตย” แต่พี่เต็มใจเป็นอำมาตยาธิปไตยมากกว่า “กุ๊ยยาธิปไตย” นะจะบอกให้ แต่เดี๋ยวนะครับ อำมาตยาธิปไตยมันไม่ดีตรงไหนหรือครับ เทียบกับรัฐบาลรากหญ้าธิปไตยทุกวันนี้
     
       มีคนเข้าใจสิ่งที่เข้าใจยากแบบนี้อยู่หยิบมือนึงบนแผ่นดินนี้ พี่ต้องทอล์คโชว์ เพราะพี่ต้องการพูดคุยกับท่านเหล่านี้บ่อยๆ ครับ
อาจไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงวันนี้ แต่พรุ่งนี้จะไม่มืดมน เพราะคนเหล่านี้จะเห็นทางออกไงครับ ถ้าไม่อวดเก่งกันนะ
พรุ่งนี้หมายถึงวันรุ่งขึ้น ไม่ใช่ปีรุ่งขึ้นนะ เพราะทันทีที่รู้ทางออกก็บอกต่อกันแบบแอมเวย์ แป๊บเดียวก็เข้าใจกันหมดแล้ว สัก 2 วันมั้ง
เพราะคนที่ฟังรู้เรื่องมีไม่ถึง 1% ของประเทศ ที่เหลือไม่ใช่โง่ แต่ไม่ฟังครับ ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าอวดดี เพียงแต่โง่
     
       การเปลี่ยนแปลงแผ่นดินต้องทำให้เด็ดขาดครับ ไม่ใช่ไล่ไปแล้วเลือกตั้งใหม่เพื่อให้พวกมันกลับมายิ่งใหญ่อีก
มันตลกและดูไม่เด็ดขาดไม่จริงใจนะครับ ซึ่งพี่ก็สรรเสริญทุกการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะชอบพอกันเป็นการส่วนตัวมาก
แต่พี่ไม่ไปวิ่งชนกระสุนเพื่อให้รากหญ้าเลือกพวกมันกลับมาอีก คุณพ่อพี่สอนว่า อย่าให้คนไม่ดีมีโอกาสปกครองบ้านเมือง เพราะฉะนั้น “การขับไล่” ต้องตามด้วย “การกำจัด”
ซึ่งในอารยะประเทศเค้าใช้วิธีฆ่าทิ้งแบบเนียนๆ แล้วแจงว่า ตายด้วยฝีมือคนวิกลจริต ซึ่งเรื่องก็เงียบ แต่ในอนารยะประเทศซึ่งขี้ขลาด ก็ใช้วิธีนุ่มนวล
ซึ่งก็ตกเป็นเบี้ยล่างและสูญเสียเปล่า เพราะกลับมาเหมือนเดิมทุกอย่างหลังทุกการต่อสู้ พี่หงุดหงิดทุกครั้ง เพราะวีรบุรุษของพี่เหนื่อยเปล่าทุกครั้ง เพราะไม่แก้ที่ระบอบไงครับ
     
       การเป็นวีรชนด้วยอารมณ์มักไม่แก้ปัญหาครับ ต้องแก้ปัญหาด้วยเหตุผล ซึ่งต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือ “การโกงกิน-การแตกแยก” และ “สิทธิที่ไม่ควรเป็นขั้นพื้นฐาน” ซึ่งพี่จะได้กล่าวรวมไว้ในช่วงท้าย ขยักเอาไว้ก่อนให้หงุดหงิดเล่นซะงั้น เป็นการคัดคนอ่านไงครับ ท่านใดที่อ่านถึงตรงนี้แล้วงง อย่าอ่านต่อนะครับ เสียเวลาท่านเปล่าๆ ครับ ท่านก็ตั้งหน้าตั้งตาเลือกคนดีต่อไปนะ
     
ชื่อของทอล์กโชว์ “กรุงไม่แตก ก็เลี้ยงไม่โต” ต้องการจะบอกอะไรครับ เหมือน “ไม่เจ็บ ก็ไม่โต” อย่างนั้นหรือเปล่าครับ?
     
       จะแปลอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่วลีที่ว่า “ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต” หมายถึง “พิการ” นะครับ
     
       สังคมไทยพิการ เพราะเราคิดว่าเราทำได้อย่างซีกโลกหนาวครับ ลอกทุกอย่างของเค้ามา รวมทั้งระบอบการปกครอง
โดยลืมคิดไปว่าไม่มีนวัตกรรมของเราที่เค้าซื้อไปใช้เลย มีแต่นวัตกรรมของเค้าที่เราซื้อมาใช้ เพราะเราไม่มีนวัตกรรมไงครับ
สิ่งของเครื่องใช้ในการอำนวยความสะดวกของชีวิตประจำวันประดิษฐ์คิดค้นโดยคน ซีกโลกหนาวแทบทั้งหมด เพราะเราไม่กล้าคิด
เรากลัวคนที่คิดไม่ออกจะทักท้วงเรา เพราะคนที่คิดไม่ออกรู้ดีว่าถ้าทักท้วงแล้วจะดูเหมือนชนะในสายตาคนรอบๆ ซึ่งก็คิดตื้นแบบเดียวกัน จึงไม่มีกระบวนการคิดเกิดขึ้นในแถบซีกโลกร้อนที่ช่างทักท้วงครับ
     
       มหาบุรุษอย่างเจ้าชายสิทธัตถะและมหาตมะคานธีเท่านั้นครับที่ฝ่าวงล้อมของนักทักท้วงได้สำเร็จ ด้วยจิตที่มั่นคง
     
       การทักท้วงโดยที่คิดเองก็ไม่ออกเป็นวัฒนธรรมซีกโลกร้อนทีอยู่ใน สันดาน แก้ไม่ได้ครับ ทำให้เป็นประชาธิปไตยอย่างซีกโลกหนาวไม่ได้สักประเทศเดียว แต่ก็อยากจะเป็นประชาธิปไตยเพราะหลงตนกันครับ เหมือนการย้อมสีผมแล้วเป็นฝรั่ง
     
       สังคมที่พิการเกิดจากการแก้ปัญหาด้วยอารมณ์ ไม่นิยมเหตุผล แต่พี่เห็นพันธมิตรฯใช้เหตุผลแล้วก็ไม่ได้ผลนะครับ เพราะต่อให้ใช้เหตุผล รัฐบาลหน้าด้านก็ไม่ลาออกครับ เพราะรากหญ้าเลือกเค้ามาด้วยเสียงที่มากกว่าบัณฑิต ซึ่งเราก็เถียงระบอบไม่ได้ เพราะบัณฑิต 14 ตุลาเอาอำนาจการตัดสินใจในเรื่องบ้านเมืองไปยัดให้รากหญ้า ซึ่งพวกเค้าไม่อยากได้ และเล่นไม่ถนัด
     
       แต่พี่ว่าพวกเค้าเล่นถูกแล้วนะ เพราะเค้าเลือกคนที่ให้เงินเค้า เพื่อตอบแทนบุญคุณ ซึ่งเป็นการกระทำที่ถูกต้องในสายตาพวกเค้าเอง คือการมีกตเวทิตาครับ รากหญ้าหัวเราะเยาะพวกเราที่แห่กันไปเลือกพรรคนั้นพรรคนี้โดยไม่ได้อะไรตอบ แทนเลย พวกเราก็ดูโง่ในสายตาพวกเค้านะครับ
     
       การโกงกินไม่ใช่สิ่งที่ผิดในสายตารากหญ้าครับ เพราะรอบหมู่บ้านเค้ามีแต่การโกงกินโดยผู้มีอำนาจมีฐานะและมีคนยกย่องด้วย
เพราะรวยนี่ เป็นที่พึ่งของทั้งหมู่บ้าน กลายเป็นเทพไปเลย แม้จะโกงมาก็ไม่ว่าเพราะทุกคนที่นั่นโกงแล้วได้ดีทั้งนั้น
ทุกห้องแถวทั้งในกรุงและบ้านนอกก็ทำอาชีพซื้อถูกมาขายแพงโดยไม่เสียภาษีทั้งสิ้น ก็คือการโกงดีๆ นี่เอง ไม่เห็นตำรวจจับนี่
เราเรียกร้องให้อุดหนุนร้านโชว์ห่วยที่ไม่เสียภาษี และขับไล่แม็คโคร โลตัส คาฟูร์ที่เสียภาษี ทั้งๆ ที่ร้านโชว์ห่วยก็เป็นของคนต่างด้าวเหมือนกัน บางร้านไม่พูดไทยด้วยซ้ำ
เราเห็นว่าผิด แต่รากหญ้าเห็นว่าไม่ผิด เพราะเราดันยอมให้พวกที่คิดไม่เหมือนพวกเรามีสิทธิเลือกคนมาปกครองเราไงครับ
เราต่างหากครับที่เป็นฝ่ายที่ทำผิดมาตลอด เรื่องอย่างนี้คนที่คิดได้เท่านั้นที่จะรู้ บางคนคิดไม่ได้ครับ คิดแล้วปวดหัวสลบเหมือดคาหลังควาย
     
       ความไม่กล้าคิดทำให้ทุกสังคมพิการครับ สังคมที่พิการจะล่มแล้วล่มอีก ลุกกลับขึ้นมาได้ก็ป้อแป้ เดี๋ยวก็ล่มอีก โยนกก็ล่ม เชียงแสนก็ล่ม ล้านนาก็ล่ม ทวาราวดีก็ล่ม ศรีวิชัยก็ล่ม หริภุญชัยก็ล่ม สุโขทัยก็ล่ม อยุธยาก็ล่ม ธนบุรีก็ล่ม นี่ยังไม่รวมอ้ายลาว น่านจ้าว นะครับ เพราะนักวิชาการหลัง 14 ตุลาบอกว่า ไทยไม่ได้มาจากอ้ายลาว น่านจ้าว เนื่องจากไม่ต้องการให้คนไทยคิดว่าเราโดนจีนรุกราน เพราะพวกเค้ากำลังจะเอาลูกจีนเข้าสภาปกครองคนไทย เราจึงเคยมีประธานสภาที่พูดไทยไม่ชัดมากันแล้ว หัวหน้าพรรคก็มาจากแซ่แทบทั้งนั้น พวกเขามาจากไหน ไยจึงมาปรารถนาดีต่อแผ่นดินที่ไม่ใช่ของบรรพบุรุษตน ช่างประหลาดเหลือล้ำ แวะมาปรารถนาดีต่อแผ่นดิน 4 ปีก็ดันมีคนลงคะแนนให้ เรียกว่า “พิการหมู่” ครับ
     
       ถึงเวลาต้องคิดระบอบใหม่กันแล้วครับ ถ้าไม่อยากให้อาณาจักรรัตนโกสินทร์ล่มอีก ถ้าคิดไม่ออกจงรู้จักฟังนะครับ ฟังแล้วก็ไม่ต้องคิดด้วยครับ เพราะเค้าคิดมาแล้วจะมาคิดทับอีกทำไม ช่วยกันคิดของใหม่สิครับ มาคิดทับกันอยู่นั่น คนไทยถนัดนักเรื่องคิดทับคนอื่น ฝรั่งเรียก “ขโมยซีน” ไทยเรียกว่า “ไทยมุง” หรือ “รุมสกรัม” หรือ “หมาหมู่” นั่นเองครับ
     
พี่ตู้คาดการณ์ว่า บ้านเมืองของเราจะก้าวไปถึงจุดที่เรียกว่า “กรุงแตก” หรือเปล่า เพราะอะไรครับ ?
       

       เราแตกโดยพฤตินัยแล้วครับ ถ้ารอต่อไปโดยไม่ทำระบอบใหม่ เราจะแตกโดยนิตินัยครับ ก็จะเหมือน เขมรสามฝ่าย ลาวห้าฝาย เวียดนามเหนือใต้ เกาหลีเหนือใต้ ซึ่งตอนนี้เราก็มีไทยเหนือใต้แล้วนี่ใช่มั้ย
       วันนี้ไทยแตกเป็นจีนสองฝ่าย ตีกันบนแผ่นดินไทย ลูกจีนทั้งนั้นครับที่แสดงออกกัน ตั้งแต่ 14 ตุลาแล้วครับ ที่มีคำว่ากุมารจีน ส่วนกุมารไทยนอนท่าเดียว เพราะรับราชการกลัวอำนาจรัฐ ลับหลังก็นินทาคนโกง แต่ต่อหน้าก็เดินตามตูด คนไทยแท้ตอแหลครับ
     
       สมเด็จพระนเรศวรทรงตรัสไว้ว่า “พวกเจ้าคนไทยเปรียบเหมือนหญ้าที่ต้องคอยตัดเล็ม เมื่อปล่อยให้โตโดยอิสระจะหาระเบียบใดมิได้ เราจะเอาทองคำโปรยบนทางเดิน ผู้ใดจ้องมองด้วยดวงตากิเลส เราจะให้ทหารเอาธนูยิงลูกนัยน์ตา”
       

       อยุธยาช่วงนั้นสงบสุข น่าอยู่ เพราะไม่ทรงอนุญาตให้ไพร่ที่ต่ำช้าแสดงออกครับ
มาวันนี้ที่ประชาธิปไตยเบ่งบานทะโล่ จัณฑาลก็บังอาจแสดงออกได้ และซื้ออำนาจเข้ามาปกครองบัณฑิต ซึ่งไร้น้ำยาเพราะพวกน้อยกว่า
ประเทศที่คนมีการศึกษามีจำนวนน้อยกว่าคนที่ไม่มีการศึกษาจะยังเป็น ประชาธิปไตยไม่ไครับ เพราะเสียงส่วนใหญ่จะโง่ จะวุ่นวายไม่จบสิ้น จะตะโกนแต่คำขวัญของกรรมกรคอมมิวนิสต์ “ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” แล้วก็ตีกันด้วยอารมณ์
จบไม่ลงก็เดือดร้อนพ่อหลวงต้องมาระงับศึกทุกครั้งไป แต่ประชาชนก็ยังอยากเป็นใหญ่ในแผ่นดินของพระเจ้าอยู่หัวโดย ไม่รู้จักเจียมตัว ดูแลแผ่นดินกันให้เรียบร้อยยังไม่ได้ แต่อยากเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
เป็นคอมมิวนิสต์ที่แอบอ้างประชาธิปไตยมาต่อเนื่องครับ เพราะยังเชื่อกันว่า ถ้ากรรมกรเป็นใหญ่ ฟ้าจะสีทองผ่องอำไพครับ ตัวอย่างมีให้เห็นในแผ่นดินคอมมิวนิสต์อื่นเยอะแยะ ยังจะดักดานกันอยู่อีก ก็วันนี้กุลีก็เป็นใหญ่ในแผ่นดินไทยแล้วนี่ครับ ฟ้าก็ยังสีแดง ทุกอย่างจะเรียบร้อยต่อเมื่อฟ้าสีน้ำเงินเท่านั้นครับ จงรับรู้ไว้ซะ
     
       ถ้าสิ้นพระบารมีเมื่อใด เราก็จะเหมือนอดีตของเพื่อนบ้านเราแน่นอนครับ คนที่ต้องการล้มสถาบัน เพื่อให้พวกตนคนต่างด้าวเป็นใหญ่ จึงต้องการเร่งให้สิ้นพระบารมีทุกวิธีโดยเร็วไงครับ ซึ่งการสิ้นพระบารมีมิได้หมายถึงต้องสิ้นพระอายุขัยแต่อย่างใด การที่ทรงทำอะไรไม่ได้ต่อสถานการณ์บ้านเมือง ก็ถือเป็นการสิ้นพระบารมีในสายตาคนพวกนี้ที่รอให้สถาบันเสื่อมเพื่อสร้าง เงื่อนไขในการตั้งราชวงศ์ใหม่ที่มาจากแซ่ครับ
     
       วันเสียงปืนแตกของคอมมิวนิสต์ใกล้แล้วนะครับ แตกในกรุงนี่แหละ แตกกันเอง
     
ถ้ากรุงมันจะแตกหรือไม่แตก แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ “วิชาประวัติศาสตร์” ล่ะครับ ?
     
       ประวัติศาสตร์สอนให้คนในชาติบังเกิด 3 สิ่ง สำนึก กตเวทิตา และ อุทาหรณ์ ปราศจาก 3 สิ่งนี้เราเป็นชาติไม่ได้ครับ
อ้ายลาว น่านจ้าว โยนก เชียงแสน ล้านนา ทวาราวดี ศรีวิชัย หริภุญชัย สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี แตกหมดแล้ว เพราะไม่มีวิชาประวัติศาสตร์เรียนครับ อาณาจักรเหล่านี้เอาคนเชื้อสายต่างด้าวเข้ามาปกครองเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาและลบประวัติศาสตร์ทิ้ง ให้หันมาเลื่อมใสเชื้อสายต่างด้าวที่รวยเอารวยเอาไม่เลิก เพื่อให้เลิกนับถือพ่อและหันมานับถือเตี่ยใหม่แทนพ่อ ไม่มีทางครับ
     
       คนไทยเติบโตมากับการปกครองแบบพ่อกับลูก เปลี่ยนไม่ได้ครับ ยังไงก็เปลี่ยนไม่ได้ แต่ปรับได้ ขอให้รอฟังในช่วงต่อไป
     
       ด้วยความอึดอัดและหงุดหงิดนะครับ เพราะของดีต้องมาตอนจบ เหมือนทุกวิกฤติของบ้านเมืองที่ผ่านมา และคราวนี้ก็ด้วย
     
       พ่อจ๋า หนูกราบขอบพระคุณ และคิดถึงพ่อมาก พะย่ะค่ะ
     
       ทอล์กโชว์ครั้งนี้จัดเพื่อสนองกระแสรับสั่งของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เรื่องวิชาประวัติศาสตร์ที่หายไปครับ
     
ถามตรงๆ ทอล์กโชว์คราวนี้มีประเด็นหลักๆ เป็นเรื่องการเมืองใช่หรือเปล่าครับ เพราะอะไร ?
       

       การเมืองอย่างเดียวเลยครับ การเมืองตั้งแต่สมัยโยนกมาจนถึงสมัยราชวงศ์แซ่เบ๊อีก 50 ปีข้างหน้าครับ
     
       เราไม่รอดหรอกครับ เพราะเราแหย คนไม่แหยมีอยู่หยิบมือเดียวที่กล้าฟังเรื่องพวกนี้ ที่เหลือนอนรอสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาล ซึ่งบางที สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ทรงพระเบื่อเป็นนะครับ เพราะประชาชนอยากเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่แก้ปัญหาในแผ่นดินกันไม่ได้
     
       แผ่นดินเกษตรกรรม แหงนรอฝนฟ้าบันดาลมาเกือบพันปี แก้กำพืดนี้ไม่ได้ จะให้แก้ปัญหากันเอง ไม่มีวันครับ
     
       ในทอล์กโชว์วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคมนี้ ท่านผู้ชมที่มีกตเวทิตาและกล้าหาญสามารถสมัครคาราวาน กรุงเทพ-อยุธยา เดินทางวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อเยี่ยมคำนับแผ่นดินประวัติศาสตร์ที่ลูกหลานลืมหมดแล้วว่าบรรพบุรุษไทย ก็ไม่ใช่ขี้ๆ เพียงเพราะวันนี้ไม่มีวิชาบรรพบุรุษศาสตร์ให้ผองเราเฝ้าศึกษา ก็หาใช่ว่าวีรกรรมของผองท่านจะหาเคยปรากฏไม่
       

       ใช้ภาษาวรรณกรรมแล้วซับซ้อนดี เหมือนที่ให้รากหญ้าอ่านรัฐธรรมนูญแล้วไม่รู้เรื่อง ก็ถามว่ากินได้มั้ย ทำให้เรารู้ว่าค่อนประเทศคิดแค่เรื่องกิน คนที่พวกนี้เลือกมาจึงกินจุ ไม่รู้จักคำว่าพอเพียงของในหลวงถือเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เช่นเดียวกับการเข้าคูหาไปกาเลือกสามัญชนมาใช้พระราชอำนาจของพระองค์ก็มิผิด เพี้ยน ผลกรรมจึงตามมาลงโทษทัณฑ์ให้เราต้องอยู่อย่างไร้ความสงบสุขฉะนี้เอง แต่แผ่นดินย่อมดูแลผู้ที่กาโนโหวตให้มีชีวิตที่สุขสบายไร้กังวล สามารถมานั่งให้สัมภาษณ์ได้อย่างสบายใจเฉิบๆ อยู่ ณ ขณะนี้นั่นเองครับ
     
พี่ตู้มองความแตกต่างระหว่างเพลงเก่ากับ นักการเมืองเก่ายังไงครับ เช่น เพลงยิ่งเก่ายิ่งดี แต่นักการเมืองยิ่งเก่า ก็ยิ่งเก๋าและโกงเก่ง อะไรอย่างงี้เป็นต้น
     
       น้องนิยามได้คมคายมากครับ พี่ชอบ เมื่อพี่ชอบ พี่ก็ชมต่อหน้า คนไทยต้องแก้นิสัยไม่กล้าแสดงออกนะครับ
ไม่ชม ไม่ด่า แล้วมันจะรู้มั้ยว่าเราเกลียดมัน พี่จึงยกย่องวีรกรรมของแกนนำพันธมิตรฯและผู้ร่วมชุมนุม และพี่จึงด่าคนที่พี่เกลียด เช่น รากหญ้า เพราะมันคือต้นตอแห่งปัญหาทั้งปวง
คนที่มันเลือกมาสร้างปัญหาให้บัณฑิตเมืองหลวงที่เสียภาษีไปเลี้ยงพวกมันที่ โง่และขี้เกียจ พูดออกสื่อไม่ได้เพราะสื่อขี้ขลาดครับ จึงต้องมาทำทอล์กโชว์ เพื่อให้พูดได้โดยไม่ต้องเกรงใจสื่อที่ปอดแหก
     
       แต่ต้องพูดกับเฉพาะคนดูที่กล้าเท่านั้นนะครับ คนดูที่ขี้ขลาด อย่าซื้อบัตรทอล์กโชว์พี่นะ เดี๋ยวเยี่ยวแตกในโรงครับ
     
       สังคมที่ไม่กล้าแสดงออกไม่มีวันเป็นประชาธิปไตยได้ครับ คนที่ไม่กล้าแสดงออกก็เกิดมาหายใจเสียเปล่าไปชาตินึง เรียกว่า “ดีแต่เกิด”
ซึ่งเป็นชื่อหนังสือเล่มแรกของพี่ที่ผู้คนบอกว่าควรอธิบายชื่อหนังสือ พี่ก็บอกว่าถ้าไม่เข้าใจก็ไม่ควรอ่าน พี่ไม่เอาใจใครเลยครับ
ไม่ใช่เพราะเป็นลูกทหารยศพลอากาศเอก ไม่ใช่เพราะไปโตเมืองนอกตอนคุณพ่อเป็นทูตลอนดอน ไม่ใช่เพราะเป็นนิสิตดีเด่นเพชรชมพูของจุฬาฯ แต่เพราะพี่เหนื่อยกับการอธิบายคนที่ฟังไม่เป็นครับ ต่อให้พี่อธิบายจนมันเข้าใจแล้วมันก็ไปนอน จะสงสัยไปทำไม ไม่ใช่คนสำคัญอะไรเลย ไม่ได้เป็นแม้แต่ทรัพยากรที่มีคุณค่าอะไรต่อแผ่นดินเลย แต่ขี้สงสัย ถามจังเลย แผ่นดินสยามไม่ต้องมีมันก็ได้ครับ เปลืองออกซิเจนสยาม
     
       พี่เลือกพูดกับเฉพาะคนที่มีไอคิว ฟังเป็น เข้าใจเป็น คิดต่อเป็น คนเหล่านี้มีประโยชน์ต่อส่วนรวม พี่ต้องพูดกับเค้าครับ
     
       ไอ้ประเภทฟังแล้วขี้ขโมย เช่น พี่ตู้คิดเหมือนผมเลย พวกนี้พี่ถีบเบาๆ แล้วสอนครับ ท่านคิดสิ่งดีๆแล้วไม่พูดออกมา มึงจะคิดไปทำไม พลังเงียบไม่มีพลังนะครับไอ้โง่ ได้ ผลหลายรายแล้วครับ จริงๆ คือ มันฟังเสร็จแล้วเห็นด้วย แต่วางฟอร์ม ก็พูดว่าคิดเหมือนกัน ไม่ใช่มันคิดเหมือนพี่นะ มันบอกว่าพี่คิดเหมือนมัน แปลว่ามันคิดก่อน บัณฑิตที่เรียนถึงปริญญาเอกยังเป็นเลยครับสันดานนี้ คือคอรัปชั่นดีๆ นี่เอง
มาจากการตักกับข้าวจากกลางโต๊ะมาใส่จานตัวเอง คือเอาของส่วนรวมมาเป็นของตน ซึ่งเราสอนเด็กให้โกงตั้งแต่เล็กๆ มาโดยไม่รู้ตัวกันครับ ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยในซีกโลกหนาว เวลากินข้าวต้องจานใครจานมัน ไม่มีการตักจากกลางโต๊ะทีละคำ มันตักทีเดียวราดเสร็จไปเลย เป็นการวางแผนระยะยาว ไทยเราคิดทีละคำ แล้วตะกละด้วยนะ กับข้าวหลายอย่างมาก เมืองหนาวมันกินมื้อละอย่าง เพราะยังมีมื้อหน้าค่อยกินอย่างอื่น มื้อนั้นไม่ใช่มื้อสุดท้ายของชีวิต มันคิดกันได้ไงครับ ถ้าเราสอนเด็กกินข้าวราดแกงตั้งแต่เล็ก เด็กจะโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ตะกละ ไม่ขโมยของส่วนกลาง รู้จักวางแผน และคิดเป็นว่าทุกมื้อไม่ใช่ THE LAST SUPPER
     
       เพราะคิดกันไกลอย่างเมืองหนาวไม่ได้ เนื่องจากอุดมสมบูรณ์ ไม่มีการอดอยากหน้าหนาวอย่างพวกนั้นก็ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ทำให้นักการเมืองก็ไม่คิดไกล โกงง่ายๆ เพราะประชาชนเองก็ไม่คิดไกลเหมือนกัน เลือกพรรคนี้ คนนี้เพราะเบื่อพรรคโน้นคนโน้น ถ้าคิดไกลจะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่สามัญชนจะแวะมาหวังดีกับประเทศ 4 ปี โดยที่ก่อนหน้านั้นก็ไม่เคยทำอะไรให้ประเทศมาก่อนเลย ฉะนั้นจงพร้อมใจกันกันกาโนโหวตให้สภาโล่งเถิด เพราะบ้านเมืองก็เดินได้ด้วยกระทรวงต่างๆอยู่แล้วนี่ มีสภาก็ไม่เคยเล่นงานข้าราชการเลวได้เลย เพราะมัวแต่เล่นงานกันเอง มีสภาก็คือมีรัฐมนตรีมาช่วยโกงอีก
     
       การกาไม่เลือกใครเป็นการรักษาศักดิ์ศรีของผู้กาว่าไม่ได้ส่งโจรเข้า ไปแย่งพระราชอำนาจครับ ถ้าคิดว่ากาโนโหวตแล้วเสียของ จะทำให้พวกผู้แทนรากหญ้าชนะและเข้าสภา กาเลือกประชาธิปัตย์ให้ตาย พรรคของรากหญ้าก็มาอยู่ดีทุกทีครับ มันวางแผนกันมาตั้งแต่ 14 ตุลาแล้วครับ ผู้ใช้แรงงานต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ผู้ใช้สมองต้องเจียมตัวอยู่เงียบๆ แต่พี่หมั่นไส้มัน เลยไม่อยากเงียบ แต่พี่ก็พูดอยู่คนเดียวนะเพราะคนอื่นขี้เกรงใจ ซึ่งพี่ก็เห็นใจเพราะเค้าไม่มีปืนกลเหมือนพี่ ของพี่เป็นปืนกลอาบยาพิษด้วย กำลังจะเอาไปให้ “น้องยะ” สุริยะใส (กตะศิลา) ที่พันธมิตรฯครับ แต่ต้องใช้แทง เพราะอาบยาพิษที่ปากกระบอก
     
       นักการเมืองเก่าหรือนักการเมืองใหม่ไม่มีประโยชน์ทั้งนั้นครับ ถ้าสภายังยกมือไว้วางใจคนโกงอยู่ ระบอบใหม่ต่างหากครับที่จำเป็น ระบอบที่เหมาะสมกับสันดานไทยที่ขี้โกง พี่เรียกว่า “พอเพียงธิปไตย” ถวายแด่พ่อผู้ทรงทศพิศราชธรรมครับ
     
       ซึ่งพี่ได้ขยายความไว้ใน “จดหมายเรียนแกนนำพันธมิตรฯ” ที่ลงตีพิมพ์ในฉบับเดียวกันนี้แล้ว ใครอ่านแล้วไม่เข้าใจก็อย่าไปพยายามเข้าใจมันเลยนะครับ จงกลับไปเลือกคนดีต่อไปเถิด งวดหน้านี่คนดีลงสมัครทั้งนั้นเลย เพราะต้องรีบถอนทุนกัน
     
พี่ตู้มองว่าเพราะอะไร ในช่วงหลังๆ มานี้ ดูเหมือนว่า วงจรชีวิตของนายกรัฐมนตรีจะสั้นลงเรื่อยๆ?
       

       เพราะมันไม่จำเป็นต้องมีนายกฯไงครับ อะไรที่ไม่จำเป็นมันจะสั้นลงเรื่อยๆ ครับ เหมือนอวัยวะคน ส่วนอะไรที่มันจำเป็นจะอยู่ยั้งยืนยงด้วยตัวเองครับ เช่น สถาบันพระมหากษัตริย์ จำเป็นสำหรับประเทศไทยครับ เมื่อใดก็ตามที่สถาบันไม่มีความจำเป็นหรือปฏิบัติไม่เหมาะสม ก็ต้องมีอันเป็นไปเช่นเดียวกับทั่วโลกครับ จงอย่าแสดงความหวาดกลัวต่ออนาคตโดยการทำร้ายปัจจุบันเลยครับ จะวอดวายทั้งแผ่นดินโดยพร้อมเพรียง พระสยามเทวาธิราชจะทรงอภัยให้แค่ครั้งเดียวโดยถือว่าหลงผิดไป
        
พี่ตู้เห็นดีด้วยหรือไม่กับการที่คนในสังคมเริ่มพูดถึงการเมืองใหม่กันมากขึ้น เพราะอะไรครับ ?
     
       ต้องยกความดีให้พี่สนธิ (ลิ้มทองกุล) ครับ พันธมิตรฯ ทำให้คนกล้าพูดเรื่องการเมืองมากขึ้น เพราะพูดแล้วไม่เป็นไรไงครับ ก่อนพันธมิตรฯ ก็มีแค่พี่ตู้คนเดียวที่พูดบนเวทีหรือพูดออกสื่อเปิดเผย คนก็ไม่กล้าเอาอย่างเพราะกลัวเป็นอย่างพี่ตู้ พูดเรื่องเมืองแล้วหัวล้าน
       การเมืองใหม่เป็นความหวังของทุกคนเพราะเบื่อของเก่าครับ เราเห็นทางตันแต่ความจริงทางไม่ตันถ้ากล้ายกเลิกของเก่ามากกว่าปรับแก้ แต่คนก็ยังไม่อยากออกความเห็นกันมากเพราะไม่มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ การเมืองโลกครับ คนที่มีความรู้ก็ดันไม่มีความคิดอีก โลกพัฒนาด้วยความคิดครับ ไม่ใช่ด้วยความรู้ ทุกนวัตกรรมมาจากความคิดที่ใช้ความรู้เป็นฐานในการคิด ความรู้คือ KNOWLEGE ความคิดคือ IDEA คนฉลาดคือคนที่มีความคิดครับไม่ใช่คนที่มีความรู้ การศึกษาเราสอนให้รู้อย่างเดียว เลยไม่กล้าคิดกัน เมื่อไม่กล้าคิดก็ไม่กล้าพูด คนที่พูดก็พูดแต่ความรู้ ไม่พูดความคิด คงเพราะไม่มีกันมั้งครับ พอใครทักท้วงก็เป๋ ไปต่อไม่ถูก
     
       วันนี้คนไทยก็ยังคุยการเมืองกันไม่ถนัดนะครับ ต้องหยั่งเสียงดูก่อนว่าอยู่ข้างไหน ซึ่งทำไมต้องเลือกข้างครับ ใครคุยกับพี่ตู้แล้วปรากฏว่าคุยง่ายดี พี่ตู้ไม่อยู่ข้างพรรคไหนเลย พี่บอกมันเลวหมดทุกพรรค แต่พี่ชื่นชมเป็นคนๆ ไปนะครับ ไม่เกี่ยวกับพรรค พรรคเลวก็มีคนดีได้เพราะเค้ายังไม่เคยเลว เราก็ต้องให้เครดิตเค้าครับ มนุษย์ทะเลาะกันเพราะดันเลือกพวก โดยหารู้ไม่ว่าผู้ที่ไม่มีพวก มีเยอะกว่าผู้ที่มีพวก ผู้ที่ไม่มีพวกจึงมีพวกเยอะกว่าครับ ผู้ที่เลือกว่าจะเป็นพวกไหนวันใด พวกที่เรางมงายเชิดชู เกิดทำอะไรเลวขึ้นมาเราก็ต้องบากหน้าแก้ตัวแทนมันอีก ซึ่งก็ฟังไม่ขึ้นก็ต้องเสียหายไปตลอดกาล การไม่มีพวกจึงเป็นลาภอันประเสริฐครับ
        
พี่ตู้เบื่อหน่ายหรือเปล่าครับกับการเมืองเก่า?
     
       เบื่อไม่ได้ครับ เราเลือกที่จะใช้ระบอบนี้เราต้องแก้จนดีให้ได้ครับ แต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุเลยนะครับ รากหญ้า พรรค รัฐมนตรี มีแค่ 3 ต้นเหตุเท่านั้น ซึ่งถ้าใครไม่เห็นด้วยก็ให้เค้าเลือกคนดีต่อไป อย่าไปบังคับเค้าให้เปลี่ยนแปลงระบอบที่ไม่เหมาะสมกับเค้าครับจะยิ่งมีปัญหา ความแตกแยกไม่ได้อยู่ที่พันธมิตรฯกับรัฐบาลนะครับ ความคิดครับที่แตกแยก พวกนึงบอกต้องแก้อย่างงี้ อีกพวกบอกต้องแก้อย่างโง้น โดยไม่มีใครกล้าแก้ที่ต้นเหตุเลยครับ พี่ไม่ทราบว่าเพราะอะไรโจรก็เลยยังครองเมือง เพราะเรามัวเถียงกันว่าจะแก้วิธีไหนดี
     
       ถ้ามันตกลงกันได้ว่าใช้ทุกวิธีเลย แล้วฝ่ายค้านก็เสนอสภาเพื่อทำประชามตินะครับว่าประชาชนเอาวิธีไหนก่อน จากนั้นเราก็ทดลองใช้ ถ้าไม่ได้ผลก็เอาวิธีที่คะแนนประชามติมาที่สองมาลองอีก แล้วก็อันที่สามไปเรื่อย บางวิธีมันใช้พร้อมกันได้นะพี่ว่า ใครจะจ้างรากหญ้ากาคะแนนให้ฝ่ายโจรก็ไม่ได้ เพราะไม่มีข้อไหนเป็นประโยชน์ของฝ่ายโจรเลยครับ ใครเสนอวิธีที่โจรได้ประโยชน์เราก็คัดออกโดยเสียงส่วนใหญ่ของกรรมการ ประชามติที่พกปืนอาบยาพิษทุกคน
     
       ถ้าใครเห็นด้วยกับหนทางนี้ กรุณาไปบอกพี่ที่ทอล์กโชว์ 26 ตุลา พี่สัญญาว่าจะเสนอคุณอภิสิทธิ์ให้ในงานบนเวทีเลย ซึ่งคราวที่แล้วคุณอภิสิทธิ์ก็กรุณาให้เกียรติมารับร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณสัตว์เลยบนเวทีเช่นกันครับ
     
ถ้าเราจำเป็นจะต้องมีการเมืองใหม่กันจริงๆ พี่ตู้มองภาพของการเมืองใหม่ว่าควรจะออกมาเป็นเช่นไรครับ?
     
       “พอเพียงธิปไตย” ครับ ซึ่งพี่ตั้งชื่อไว้เรียกไปงั้นเองเพื่อให้นึกออกว่าพูดถึงอะไร โดยแก้ที่ต้นเหตุทั้ง 3 ปัญหา ซึ่งปัญหาวันนี้คือ การโกงกิน ความแตกแยก และคุณภาพผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ที่มาของปัญหาคือตำแหน่งรัฐมนตรีทำให้มีสิทธิ์โกง ระบบพรรคทำให้เกิดการแตกแยก คนไม่เสียภาษีมีสิทธิ์เลือกตั้งทำให้เลือกชุ่ย ซึ่งทุกคนเห็นด้วยในสามข้อนี้
     
       ดังนั้น การเมืองใหม่ต้องไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่มีพรรคการเมืองครับ ประธานสภาคือนายก ซึ่งไม่มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายหรืออนุมัติโครงการ มีหน้าที่รับแขกเมืองอย่างเดียวคือความจริงไม่ต้องมีนายกก็ได้ไง เพราะประเทศเรามีองคมนตรีมีประมุขแล้วนะครับ อย่าทำเป็นลืมกัน
     
       สภา ในระบอบใหม่ควรมีหน้าที่ ตรวจสอบข้าราชการเลว แล้วส่งศาลรัฐธรรมนูญเลยครับ ไม่ต้องส่งศาลปกครอง จะได้ไม่ต้อง อุทร ฎีกา สภาในระบอบใหม่ไม่ต้องตรวจสอบรัฐมนตรีครับ เพราะรัฐธรรมนูญใหม่ยกเลิกตำแหน่งรัฐมนตรีทั้งหมด ก็ไม่มีการโกงกินในระดับบริหารอีกต่อไป นักการเมืองเก่าก็จะเลิกเล่นการเมือง เพราะไม่มีโอกาสโกงอีกต่อไป
     
       เมื่อไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรี สภาในระบอบใหม่ก็ตั้ง กรรมาธิการกระทรวงแทน รัฐมนตรี กระทรวงละ 20 คนมาจากผู้แทนราษฎรในสภาใหม่ที่ห้ามสมาชิกสังกัดพรรค กรรมาธิการกระทรวงทำหน้าที่แทนรัฐมนตรี แต่ไม่มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายหรืออนุมัติโครงการใดๆ มีหน้าที่ผลักดันการทำงานของกระทรวงนั้นๆ ตรวจสอบข้าราชการในกระทรวงนั้นๆ ใครจะซื้อกรรมาธิการกระทรวงต้องซื้อกึ่งหนึ่งของ 20 คนที่ต่างคนต่างมาไม่ใช่แก๊งเดียวกันมาก่อน แต่กรรมาธิการกระทรวงก็เปลี่ยนทุก 6 เดือน เวรกรรม ประเทศนี้มีแต่โจรหรืออย่างไรครับ จึงต้องตั้งกติกาใหม่เข้มงวดขนาดนี้ จำเป็นครับถ้าจะแก้กันจริงๆ
     
       ลองนึกนะครับว่าถ้าสภาใหม่ไม่มีพรรคการเมืองเพราะรัฐธรรมนูญใหม่ห้าม สังกัดพรรค อะไรจะเกิดขึ้น จะเหมือนยุคทองของประชาธิปไตยสมัยกรีก ทุกคนเป็นอิสระไม่ต้องขึ้นต่อหัวหน้าพรรค 500 คนก็ 500 ความคิด ไม่ใช่ 500 คนแต่ 2 ความคิดอย่างวันนี้ เพราะมีแค่ 2 ฝ่ายจาก 2 พรรคใหญ่เท่านั้น ก็แบ่งข้างตีกัน นอกสภาก็แบ่งตาม ก็วุ่นวาย สภาใหม่มี 500 ฝ่าย จะแบ่งพวกตีกันยังไง ซื้อก็ไม่ได้ เพราะเมื่อห้ามมีพรรคการเมือง คนดีๆ ที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพก็แห่กันลงสมัครแย่งเก้าอี้นักการเมืองอาชีพซึ่ง ก็หนีหมด เพราะไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีให้โกงกินแล้ว คนอย่างพี่และท่านผู้อ่านก็จะเข้าสภาได้ด้วยยินดีเพราะไม่ต้องสังกัดพรรคไง ครับ แต่ต้องเข้าไปนั่งกันให้เต็มทุกสมัยนะครับ ไม่งั้นมันซื้อเสียงเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญคืนจนได้
     
       จะป้องกันการซื้อเสียงอย่างไรล่ะครับทีนี้เพื่อความถูกต้องและยุติธรรมซะที กำหนดจำนวนผู้แทนแต่ละจังหวัดมากหรือน้อยตาม อัตราการเสียภาษีราย ได้ของแต่ละจังหวัด อยากมีผู้แทนเยอะก็ต้องขยันเสียภาษีแข่งกันทั้งประเทศ ก็เจริญกันทุกจังหวัด แต่พี่ว่าคงขี้เกียจเหมือนเดิมแหละครับ มีผู้แทนน้อยก็ช่างมัน ผู้แทนต่างหากที่เดือดร้อน ประชาชนไม่สนอยู่แล้ว แต่เราสามารถกำจัดนักการเมืองคุณภาพต่ำได้เห็นๆ ไงครับ
     
       จะได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญใหม่ ทำได้ 2 วิธีครับ ทำรัฐประหารแล้วเข้ามาแก้ 3 ข้อนี้แล้วเลือกตั้งด้วยรัฐธรรมนูญใหม่ หรือ ทำประชามติ โดยเสนอ 5 วิธีซึ่งล้วนเป็นวิธีพิฆาตมารทั้งสิ้น ให้ประชาชนเลือกว่าจะเอาวิธีไหน ไม่ใช่เลือกว่าเอาหรือไม่เอา
     
พี่ตู้คิดเห็นยังไงที่มีคนมองว่าพี่เป็นคนที่มีทัศนคติอันเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ?
     
       ไม่ใช่ความมั่นคงของชาติครับ ความมั่นคงของพวกมันต่างหากที่ได้รับอันตรายจากทัศนคติของพี่ เพราะพี่ต่อต้าน “กุ๊ยยาธิปไตย” ไงครับ ถ้าประชาชนเห็นด้วยกับพี่ พวกมันก็จะไม่มั่นคง แต่ประชาชนทั่วไปไม่เห็นด้วยกับพี่หรอกครับ เค้าคิดว่าเลือกคนดี บ้านเมืองก็เรียบร้อยแล้ว เรียบร้อยโรงเรียนลูกครึ่งจีนครับ คนจีนไม่มีอันตรายต่อประเทศเรานะครับ เค้าขยันทำมาหากิน หาเงินเข้าประเทศเรา เสียภาษีให้เรา ยกเว้นพวกห้องแถวบางห้องแถวทั่วประเทศเท่านั้นครับ
     
       เราเป็นหนี้บุญคุณคนจีนนะครับ ตั้งแต่พระเจ้าตากมาจนถึงนักธุรกิจวันนี้ แต่เจ๊กสิครับที่ทำร้ายประเทศเรา เจ๊กเป็นวรรณะต่ำของจีน คนจีนที่หนีมาไทยสมัยอยุธยาเค้าหนีเจ๊กมาครับ วันนี้เจ๊กตามมาแล้ว อยู่เต็มสภาแล้ว เพราะเจ๊กซื้อเสียงเสี่ยวตอนเลือกตั้ง คนไทยเจ้าของประเทศก็ร่วมมือกับพี่น้องเชื้อสายจีนขับไล่เจ๊กที่มีเสี่ยว หนุน เสี่ยวเป็นวรรณะต่ำของลาวครับ ลาวเป็นผู้ดีเก่ามารยาทงามเหมือนจาวเหนือของไทยเรา แต่เสี่ยวอพยพหนีคอมมิวนิสต์ลาวมาอาศัยในบ้านเรา คลอดลูกหลานมีบัตรประชาชน แต่วรรณะไม่ยอมขยับ ขี้เกียจ โง่ อวดดี คนไทยก็ไม่กล้าว่ากล่าว เพราะเกรงใจ ขี้ขลาดนั่นแหละครับ มันจึงจะครองประเทศเราอยู่แล้ว
     
       เมื่อใดที่พี่น้องเชื้อสายไทยกับจีนจับมือกันขับไล่เจ๊กและเสี่ยว สำเร็จ ประเทศจะน่าอยู่ทันที เพราะเหลือแต่ผู้ดี ไม่มีจัณฑาลอีกต่อไป เมื่อมาอาศัยแผ่นดินเขาอยู่ต้องรู้จักเจียมตัว แต่ถ้าเจ้าของบ้านขี้ขลาดก็สมควรสูญเสียความมั่นคงของชาติครับ แสดงออกกันซะมั่งพี่ไทย โดยเฉพาะกองทัพน่ะ ปล่อยพวกมันได้ใจกันใหญ่แล้ว มันรอสมน้ำหน้าเราอยู่นะ มันมีอาชีพล้มสถาบันนะครับ เจ๊กล้มกษัตริย์จีน เสี่ยวล้มกษัตริย์ลาว ไม่รู้มาเสือกอะไรในบ้านเมืองเรากันครับ
     
       อังกฤษไล่กุลีออกจากสิงคโปร์หมด ใครไม่เรียนหนังสือมันถีบตกทะเล ว่ายน้ำมาหาเราอื้อเลย สิงคโปร์นำเข้ากุลีชั่วคราวระยะสั้น ห้ามคลอดในประเทศ บ้านเมืองเค้าจึงเรียบร้อย เพราะทุกคนมีการศึกษา ก็ไม่มีใครเลือกโจรเข้าสภาครับ ไม่ใช่เพราะเค้าไม่มีโจรสมัครรับเลือกตั้งนะครับ แต่เพราะไม่มีใครเลือกมันครับ หลังๆ มันก็เลยไม่สมัครแล้ว เค้าเริ่มอย่างนี้นี่เอง
        
พี่ตู้เคยมีความคิดหรือความสนใจที่จะเข้าไปเล่นการเมืองหรือเปล่าครับ เพราะอะไร?
       

       ถ้ายังบังคับให้สังกัดพรรค ไม่มีวันครับ พี่รังเกียจระบบแก๊งครับ ไม่มีอิสระในการแสดงความคิด ต้องเชื่อฟังหัวหน้าแก๊ง ไม่เห็นมันเป็นประชาธิปไตยตรงไหน มีหน้าที่ยกมือให้รัฐมนตรีของพรรคโกงกินเท่านั้นครับ ต่ำช้ามาก พี่เป็นลูกผู้ดี พี่ยอมไม่ได้จริงๆ หม่อมแม่ต้องเคืองเป็นแน่แท้ นามสกุลพระราชทานไม่สมควรเกลือกกลั้วของโสมม
     
       เมื่อใดยกเลิกระบบพรรค ยกเลิกรัฐมนตรี พี่จะเข้าไปรับใช้แผ่นดินทางตรงในสภาครับ พี่ว่าหลายท่านที่มีความคิดและฝีมือก็ยินดีทำงานให้แผ่นดินภายใต้เงื่อนไข ใหม่ของระบอบใหม่ “พอเพียงธิปไตย” ที่ไม่มีรัฐมนตรี ไม่มีพรรค ไม่มีผู้แทนของเสี่ยว แต่ถ้ายังเป็น “กุ๊ยยาธิปไตย” ไม่มีผู้ดีเล่นด้วยแน่นอนครับ
        
พี่ตู้มองสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันอย่างไรบ้างครับ?
     
       ไม่รอดครับ เพราะเราไม่กล้าคิดนอกกรอบ เราแก้ปัญหาด้วยวิธีการเดิมๆ มันก็วนกลับมาให้แก้ใหม่อยู่อย่างนี้ครับ
     
       เราไม่กล้าตัดต้นตอของปัญหา เราไม่กล้าแตกหัก เราไม่กล้าใช้ความเด็ดขาด แต่พี่ว่าถ้าแกนนำพันธมิตรฯเด็ดขาดก็อาจไม่มีใครเอาด้วยนะ เพราะธรรมเนียมไทยไม่นิยมความเด็ดขาด เมื่อเด็ดขาดไม่ได้ ก็ต้องใช้ความอดทนแทนสิครับ ซึ่งพี่ไม่มีไง
     
       สุริยะใส กตะศิลา มาชวนพี่ พี่ก็ลำบากใจ เพาะพี่แพ้ยุง ที่สำคัญคือเค้าห้ามพกอาวุธ แต่พี่พกปืนติดตัวตลอดเวลา เพราะพี่กลัวตายมากจริงๆ ครับ พี่แปลกใจที่คนไทยไม่กลัวตายกัน ไม่มีใครพกอาวุธเลย หรือเค้าคิดว่าชีวิตของเค้าไม่มีค่า ก็ในเมื่อผู้ร้ายมีอาวุธแล้ว ทำไมเราจึงจะยอมเสียเปรียบมันครับ ทุกชีวิตมีค่าครับ แม้จะคิดหลอดไฟฟ้าหรือระบอบใหม่ไม่ได้ก็ตาม
     
       อเมริกาสร้างประเทศโดยการติดอาวุธให้พลเมืองดีทุกคนโดยอิสระที่เอว เลย เพราะโจรชุมมาก มันมาจากพวกกุ๊ยที่มาขุดทองแล้ววืด ก็มาปล้นจี้รังแกชาวบ้าน กฎหมายก็อนุญาตให้ชาวบ้านพกปืนบ้าง โจรก็จ๋อย ต้องหันไปปล้นรถไฟ ธนาคาร ที่ปล้นประชาชนมาอีกที ประชาชนก็ยกให้เป็นวีรบุรุษเพราะช่วยรังแกคนที่รังแกประชาชน ลูกหลานก็เอาชีวประวัติมาทำเป็นหนัง พี่น้องพันมิตรเราวันนี้ก็ไม่ต่างจากวีรบุรุษ เช่น เจสซี่ เจมส์ หรือ โรบินฮู้ด หรอกครับ ลูกหลานจะสรรเสริญท่านในวันข้างหน้า ถ้าท่านแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ฉลาดสำเร็จลุล่วงโดยถาวรนะครับ พี่ตู้เป็นกำลังใจให้เสมอตั้งแต่แรก บริจาคให้ก็เยอะ เตรียมอาวุธไว้ให้ตั้งนานจนสนิมขึ้นแล้ว ความคิดคนเราก็สนิมขึ้นได้นะครับ ถ้าไม่นำมาปฏิบัติซะที
     
       พี่เขียนชื่อน้องโบ (อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หญิงสาวผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา) แปะหน้าประตูห้องแล้วยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น สัญญาน้องว่าจะช่วยพันธมิตรฯเปลี่ยนระบอบให้สำเร็จ เพื่อไม่ให้ชีวิตน้องโบสูญเปล่า น้องโบเตือนพี่ว่าระวังจะเหนื่อยเปล่านะ บ้านเมืองดีๆ เหมาะสำหรับประชาชนดีๆ เท่านั้น ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ความ ก็ยังไม่ควรเอาบ้านเมืองดีๆ ไปให้พวกมันใช้ พี่ไม่เถียงกับวิญญาณครับ
     
พี่ตู้มองว่า ทำยังไง ประเทศชาติของเราถึงจะไม่ต้องเดินเข้าวงจรเดิมๆ เช่น ปฏิวัติ เข่นฆ่ากัน ใช้ความรุนแรง ครับ?
       

       ต้องเปลี่ยนประชากรครับ สิงคโปร์ทำสำเร็จนะครับ โดยอังกฤษไล่ประชากรเดิมออกหมดเลย เอาคนจีนเข้ามาแทน บังคับให้เรียนหนังสือ ให้เคารพกฎหมาย ลงโทษรุนแรง ได้ผลครับ พี่เคยเห็นภาพเก่าๆ ของสิงคโปร์ ผู้คนหน้าตาไม่ใช่อย่างทุกวันนี้ครับ เป็นชาวเกาะ ขี้เกียจ ขนาดเป็นภาพนิ่งยังดูรู้เลยว่าขี้เกียจมากครับ พี่เดินบนถนน ORCHARD เห็นกุลีไทยทำงานก่อสร้างที่นั่น ตะโกนทักทายพี่ ดีใจเจอดารา ทำท่าบาบูนกันใหญ่ เพื่อนสิงคโปร์ถามพี่ว่า เป็นกันอย่างงี้ทั้งประเทศเหรอ พี่อายเค้านะ พี่บอกเค้าว่าเป็นเฉพาะในภูมิภาคกับในสภา ซึ่งพี่บอกว่าพี่ภูมิใจที่กุลีไทยแสดงออกน่ารักเหมือนลิง เนื่องจากพี่รักสัตว์เพราะพี่เป็นนายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ เพื่อนเลยพาไปกินข้าวที่ GOLDEN MILE ซึ่งเป็นที่สิงสู่ของกุลีไทย พี่ก็ได้ถามทุกข์สุขพวกเราเรื่องไหลตาย เค้าเล่าให้พี่ฟังว่าวิญญาณชาวเกาะสิงคโปร์เข้าสิง หวงบ้านเมือง จึงเข่นฆ่าพวกต่างด้าว แต่ก็ไม่เห็นพวกอังกฤษสมัยยึดครองโดนวิญญาณฆ่าตอนหลับเลยครับ ที่สำคัญคือเป็นเฉพาะกุลีชาย พี่ก็ซักไซ้ละเอียดจนได้ความว่านอนหงายแล้วลิ้นตกปิดเพดานกั้นทางหายใจ ซึ่งในคนปกติจะสะดุ้งตื่นโดยสัญชาติญาณอัตโนมัติ แต่พี่น้องกุลีไทยเมาสลบเพราะกินเหล้าหนักก่อนนอน ร่างกายไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ ก็ขาดใจกันไป ไม่ใช่อย่างที่หมอสันนิฐานว่าหุงข้าวในท่อพีวีซีแล้วรับสารพิษเข้าร่างกาย พี่จึงแนะนำน้องๆ กุลีไทยทั้งหลายให้แก้ไขโดยการนอนตะแคง เค้าบอกว่าไม่ถนัด เพราะติดโหนกแก้ม ก็จริงของเค้านะ เพราะพี่ก็ไม่เคยเห็นบาบูนนอนตะแคง บาบูนแก้ปัญหาไม่เป็นเพราะไม่ยอมเรียนทั้งๆ ที่รัฐก็ให้เรียนฟรีด้วยซ้ำ อ้างโน่นอ้างนี่ ก็ขี้เกียจนั่นแหละ
     
       อังกฤษไม่ยอมให้สิงคโปร์เลี้ยงคนที่สร้างแต่ปัญหาและแก้ปัญหาไม่เป็น ไว้บนเกาะเลยครับ ถ้าเราไม่อยากเจอวงจรเดิมๆทางการเมือง เราต้องกำจัดเผ่าพันธุ์ที่สร้างปัญหาและแก้ไม่เป็นครับ นักการเมืองที่มีปัญหาใบเหลืองใบแดงมาจากเขตไหน ก็ให้เขตนั้นพักการเลือกตั้ง 5 ปี ไม่ต้องมีผู้แทนครับ จะมาอ้างว่าต้องมีผู้แทนไว้ดูแลพื้นที่ ไม่มีที่ไหนในโลกที่ผู้แทนต้องดูแลพื้นที่ครับ ประชาชนในประเทศที่จะเป็นประชาธิปไตยได้ต้องดูแลตัวเองได้ ไม่ใช่กินผ้าห่มแล้วมาแบมือขอทุกปี ผู้แทนทั่วโลกเค้าทำหน้าที่นิติบัญญัติพิจารณากฎหมายแก้ปัญหาให้ประเทศครับ หน้าที่ดูแลท้องที่เป็นเรื่องของมหาดไทย นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมีงบอยู่แล้ว ไม่ต้องมาตั้งงบซ้อนเพื่อสวาปาม เราเป็นประชาธิปไตยไม่ได้เพราะมีพวกนี้อยู่ในประเทศครับ พวกที่กินผ้าห่มทุกปี น้ำท่วมสลับน้ำแล้ง น้ำท่วมเราก็ต้องช่วย น้ำแล้งเราก็ต้องช่วยอีก เพราะเก็บน้ำไว้ใช้กันไม่เป็น
     
สุดท้าย ท้ายสุด เพลงเก่าที่จะเอามาเล่นในคอนเสิร์ตนี้ เป็นเพลงของใครครับ?
       

       ย้อนไปปี 50, 60, 70 โน่นแน่ะครับ น้องซัน-มาโนช พุฒตาล จัดรายการเพลงสมัยเก่าประเภทนี้ 4 ทุ่มที่ 96.5 อยู่แล้วครับ เค้าจะมาเล่าความสวยงามของอยุธยาในอดีตบนเวทีด้วย พี่อาจพาแขกอื่นที่น่าสนใจขึ้นเวที แต่ตอนนี้ยังติดต่อไม่ได้เพราะหาตัวยากทั้งนั้นแต่ละท่าน เข้าใจว่าสันติบาลจะตามตัวอยู่ด้วย บ่ายสอง อาทิตย์ที่ 26 ตุลาคมนี้ ที่โรงละครสำนักพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตรงข้ามสนามกีฬามหาวิทยาลัย จะมีทุกอารมณ์ ทุกลีลา ทุกเนื้อหา ที่โดนใจคนรักแผ่นดินครับ
     
       รีบซื้อบัตรที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์นะครับ 900 บาททุกที่นั่ง แค่ 500 ที่นั่งเท่านั้น แล้วไปสมัครคาราวานอยุธยากันที่งาน พี่จะพาไปเลี้ยงหมู่ลูกช้างและทานข้าวเย็นกับพระองค์ดำ รายได้ให้ทุนนิสิตที่ทำประโยชน์ซึ่งพี่ให้มาต่อเนื่อง และสมทบกองทุนสงเคราะห์สัตว์ซึ่งวันนี้พี่เป็นนายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทยอยู่ วันหน้าจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีไทยให้ครับ ถ้ารัฐธรรมนูญยอมแก้ “กุ๊ยยาธิปไตย” เป็น “พอเพียงธิปไตย” นะครับ เพราะพวกเราตะแบงเลือกคนดีอีกไม่ไหวแล้วจริงๆ ครับ อายลูกและหมาที่บ้าน พี่ฝากขอบคุณพี่สนธิและผู้จัดการรายสัปดาห์ครับที่กล้าตีพิมพ์สิ่งดีๆ ที่บางสื่อบ่ายเบี่ยง แล้วพบกันวันที่ 26 นะครับทุกท่าน
     
       เรื่อง : อภินันท์ บุญเรืองพะเนา

  *************
     
       การเมืองทฤษฎีใหม่ โดย พี่ตู้
     
       เรียน บรรดาท่านผู้บัญชาการ กองกำลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
     
       ตามที่ท่านได้ต่อสู้อย่างทรหดและน่าสรรเสริญยิ่งเพื่อความถูกต้องโดย ต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนานมากที่สุดในโลก ดังปรากฏเป็นที่อัศจรรย์แล้วนั้น จะด้วยบทสรุปใดก็ตาม การเลือกตั้งครั้งต่อไปก็จะนำมาซึ่งประชาธิปไตยตอแหลเยี่ยงเดิม มิมีวันเปลี่ยนแปลง ด้วยรัฐธรรมนูญใดก็ไม่บังอาจกล้าระบุชัดเจนได้ว่า “ห้ามคนโง่ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง” และคนโง่ก็ไม่มีวันจะสามารถแยกแยะได้เลยว่า คนดีคนเลวต่างกันตรงไหน ที่อวัยวะใด ไม่รู้กระทั่งว่าปัญหามาจาก ระบบพรรคและตำแหน่ง ระบบพรรคทำให้เกิดการแตกแยก ตำแหน่งรัฐมนตรีทำให้มีโอกาสโกงกิน เมืองไทยมีแค่สองปัญหานี้ ซึ่งมาจากคนโง่ครับ
       ดังนั้น เมื่อการห้ามคนโง่เลือกคนเลวไม่สามารถกระทำได้โดยระบอบ ประเทศที่มีคนโง่เยอะกว่าคนฉลาดก็จะไม่สามารถพัฒนาระบอบได้ ย่อมเหลือเพียงหนทางเดียวคือ การปรับระบอบ ดังเช่นที่ท่านได้พยายามสร้างสรรค์อยู่ แต่คนก็หาว่าท่านเดินถอยหลังไปสู่สภาแต่งตั้ง ท่านประกาศว่าถ้ามีความคิดใหม่ให้เสนอมาได้ ท่านพร้อมจะรับฟัง กระผมเรียนเสนอดังนี้ครับ
     
       กำจัดคนเลวไม่ได้ ก็อย่าให้คนเลวมีอำนาจ ตามกระแสพระราชดำรัส แปลว่า ต้องเอาอำนาจออกจากที่นั่งของคนเลว ซึ่งง่ายกว่าการรณรงค์ให้เลือกคนดี เพราะไม่มีคนดีที่ไหนยอมเข้าสู่ระบบพรรค ท่านเองก็ยังไม่ยอมตั้งหรือสังกัดพรรคเลยครับ
     
       ตำแหน่งรัฐมนตรี คือตำแหน่งที่ใช้โกงกิน จึงควรยุบตำแหน่งรัฐมนตรีทั้งหมด โดยตั้งเป็นคณะกรรมาธิการกระทรวงแทน กระทรวงละ 20 คน คัดมาจากสภาผู้แทนที่ห้ามสังกัดพรรค จับฉลากเอาก็ได้ เพราะมีหน้าที่เพียงแค่เป็นตัวแทนประชาชน ตรวจสอบความโปร่งใสของข้าราชการในกระทรวง ควบคุมนโยบายกระทรวง ซึ่งอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติโดยสภาพัฒน์ฯอยู่แล้ว ไม่ต้องดัดจริตร่างนโยบายหาเสียงแต่ประการใด เพราะไม่มีใครรู้เรื่องดีกว่าคนในกระทรวงครับ
     
       ประธานสภาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับกรรมาธิการกระทรวงทั้งหลาย ไม่มีอำนาจโยกย้าย ถอดถอนใครโดยตรง ต้องเสนอด้วยมติเสียงข้างมากในสภาต่อศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน มีแต่ฝ่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
     
       ผู้แทนห้ามสังกัดพรรค เพราะระบบพรรคไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากลูกพรรคไม่มีสิทธิ์คิดต่างจากมติพรรค เข้าข่ายเผด็จการทางความคิดมาโดยตลอด การไม่สังกัดพรรค ยุติความแตกแยกและการขายเสียง โดยปริยายครับ ถือเป็นประชาธิปไตยสมัยยุคทองของกรีกรุ่นอริสโตเติ้ล ต้นฉบับประชาธิปไตยแท้จริงของโลก ก่อนจะมาเป็นประชาธิปไตยตอแหลอย่างทุกวันนี้
     
       ตำแหน่งรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงไม่ต้องมีอยู่แล้ว เพราะด้อยคุณวุฒิและประสบการณ์กว่าปลัดกระทรวง การแวะมาแค่ 4 ปีจะมาหวังดีต่อกระทรวงและแผ่นดิน ย่อมเป็นสิ่งเหลือเชื่อและงมงาย ช่วงที่แผ่นดินเว้นว่างรัฐบาล ทุกกระทรวงก็สามารถทำงานได้ปกติ แปลว่า ไม่ต้องมีรัฐบาลก็ยังได้นั่นเอง แต่ต้องมีองค์กรจากประชาชนไว้ตรวจสอบและควบคุมการทำงานของทุกกระทรวง เราก็ใช้ผู้แทนราษฎรในสภาทำหน้าที่ดังกล่าวให้เป็นประโยชน์มากกว่าที่เป็น อยู่คือทะเลาะกัน จักเป็นคุณต่อแผ่นดิน
     
       หากท่านเห็นชอบกับระบอบใหม่ พอเพียงธิปไตย นี้ กระผมจะยินดีพลีทุกอย่าง เพื่อรับใช้กองกำลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในฐานะเสนาธิการสืบไป โดยไม่ขอแบ่งรายได้จากเงินเรี่ยไรที่ท่านได้มาโดยชอบ ถ้าไม่ชอบก็ต้องบ้าแล้วครับ
     
       ศรัทธาเสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลง
     
       พี่ตู้ จรัสพงษ์ สุรัสวดี

การเปลี่ยนแปลงสยามจากสายตาญี่ปุ่น

 ในเหตุการณ์ต่างๆ ล้วนประกอบไปด้วย "ความจริง" กับ "ข้อมูล" โดยข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งนั้น มีระดับของความจริงอยู่ในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน การเข้าถึงความจริงให้ได้มากที่สุด จึงควรรวบรวมข้อมูลของเหตุการร์นั้นให้มาก
          เหตุการณ์การปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เดือนมิถุนายน พ.ศ.2475 ก็เช่นเดียวกัน ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าใด โอกาสเข้าใกล้ความจริงยิ่งมีมากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลจากบุคคลที่สาม ซึ่งมิได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์นั้น

เค้าโครงของการเปลี่ยนแปลง

          "ศิลปวัฒนธรรม" ฉบับเดือนมิถุนายน จึงได้นำบทความชื่อ "การปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงในประเทศสยาม" ของ "นายยาสุกิจิ ยาตาเบ" อัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำประเทศสยาม (มีนาคม พ.ศ.2471 - มกราคม พ.ศ.2479) ตีพิมพ์ครั้งแรก เป็นภาษาญี่ปุ่นในวารสารสมาคมญี่ปุ่น-สยาม ฉบับที่ 5 เดือนธันวาคม พ.ศ.2479 มาเผยแพร่

          และต่อไปนี้ คืองานเขียนที่ถ่ายทอดประสบการณ์ของนายยาตาเบ อีกหนึ่งข้อมูลที่ช่วยให้เห็นภาพเหตุการณ์ในอดีตยิ่งขึ้น

          "ประเทศ สยามนับจากสร้างประเทศขึ้นมา ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างการเมืองของรัฐ กับเรื่องครอบครัวของพระมหากษัตริย์...เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรนับเป็นเรื่อง แปลกแต่ประการใด ที่รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของสยาม ...

          อย่างไรก็ตาม ได้มีบุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตัวอย่างเช่น หลังจากที่รัชกาลที่ 6 เสด็จขึ้นครองราชย์ได้ 2 ปี (คือ ปี ค.ศ.1912/พ.ศ.2455) ปรากฏว่า มีแผนการที่จะก่อการปฏิวัติขึ้น...

          หลังจากนั้นไม่นาน สงครามโลกครั้งที่ 1 ได้เกิดขึ้น ประเทศสยามได้ถูกชักจูงให้เข้าร่วมสงครามในปี 1917(พ.ศ.2460) ... และจัดส่งกองทหารอาสาไปแนวรบด้านตะวันตก ด้วยเหตุนี้ประเทศสยามจึงมีฐานะเป็นประเทศผู้ชนะสงคราม... สถานะของประเทศสยามในสังคมโลก จึงได้รับการปรับปรุงให้ดีกว่าเดิม นโยบายที่เคยบีบคั้นประเทศสยามจากอังกฤษและฝรั่งเศส ก็มีการผ่อนคลายเป็นอันมาก...

          ปี 1925 (พ.ศ.2468) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนและภายหลังที่รัชกาลที่ 7 เสด็จขึ้นครองราชย์ การแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคได้มีผลสำเร็จ และนานาประเทศก็ให้การยอมรับ มีการยกเลิกสิทธิภาพนอกอาณาเขตเหนือประเทศสยาม...

          ในช่วงเวลานั้น ความสนใจของรัฐบาลและประชาชนทั่วไป อยู่ที่การแก้ไขความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และขาดเวลาเพียงพอที่จะปฏิรูปการเมืองและพัฒนาทรัพยากรภายในประเทศ ความต้องการของปัญญาชนต่อการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตยค่อยๆ ทวีความสำคัญมากขึ้น แต่การศึกษาของประชาชนโดยทั่วไป กล่าวได้ว่ายังไม่มีความแพร่หลาย และความคิดทางการเมืองของประชาชนโดยทั่วไป ก็ยังมีความด้อยอยู่มาก

          สื่อมวลชนต่างๆ ก็ยังอยู่ในระดับเริ่มต้น อีกทั้งยังไม่มีเสรีภาพในการพูด ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะไม่มีขบวนการทางการเมืองที่ประชาชน เข้าไปมีส่วนอย่างคึกคัก นอกจากนั้นในช่วงเวลานี้ความสำเร็จทางการทูตในระดับหนึ่ง ส่งผลให้ความชอบธรรมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

การเมืองเรื่องอำนาจ

          เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2468 สมเด็จฯเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เป็นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โดยมีผลพ่วงเป็นตัวแดงในบัญชีของราชสำนักที่มีหนี้สินอยู่ประมาณ 4 - 5 ล้านบาท และวิกฤตศรัทธาของประชาชนที่มีต่อขุนนางราชสำนักเป็นมรดกข้ามแผ่นดินมาด้วย โดยบันทึกของอัครราชทูตชาวญี่ปุ่นระบุว่า "พระองค์ทรงมีความกล้าหาญที่ลดทอนงบประมาณรายจ่ายของสำนักพระราชวังลงครึ่ง หนึ่ง ระเบียบวินัยของข้าราชการซึ่งมีแนวโน้มเสื่อมโทรมลงมาตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อน ก็ได้การปรับปรุง

          นอกจากนี้ ยังทรงมีพระราชนิยมให้ลดจำนวนข้าราชการชาวต่างประเทศลง...

          พระองค์ทรงปรับปรุงกรรมการองคมนตรีสภา... โดยทรงปรับปรุงและจัดให้กรรมการจำนวน 40 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกมาจากกระทรวงต่างๆ ทำหน้าที่เป็นองค์กรทางด้านนิติบัญญัติ... พระบรมราชโองการในการปฏิรูปกรรมการองคมนตรีสภานี้... จัดเป็นการทดลองและฝึกฝนให้กรรมการองคมนตรีสภา มีความเข้าใจกระบวนการรัฐสภา จากประกาศนี้ทำให้เราเข้าใจพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ... เป็นการเตรียมการเพื่อพัฒนาระบบรัฐสภานิติบัญญัติในอนาคต...

          พระบรมราโชบายภายหลังการเสด็จขึ้นครองราชย์... ที่มีความสำคัญมากกว่าปฏิรูประบอบองคมนตรี ได้แก่ การจัดตั้งอภิรัฐมนตรีสภา อภิรัฐมนตรีสภานี้ ประกอบด้วยเจ้านายช้นสูง 4-5 พระองค์...ทำหน้าที่กำหนดนโยบายสูงสุดของประเทศ โดยอยู่เหนือกว่าคณะเสนาบดี... ทรงจัดตั้งอภิรัฐมนตรีสภาขึ้นทันทีภายหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์... เข้าใจว่าเพราะพระองค์เป็นพระอนุชาพระองค์เล็กของพระมหากษัตริย์พระองค์ก่อน รวมทั้งได้เสด็จขึ้นครองราชย์อย่างกะทันหัน

          ฉนั้น จึงทรงต้องการการสนับสนุนจากเจ้านายชั้นสูง...

          การเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการบ้านเมืองของพระองค์ในระยะแรก ประชาชนทุกคนมีความปลาบปลื้มปิติ ด้วยเชื่อว่าสามารถลดการเล่นพวกพ้อง และการประจบสอพลอในรัชกาลก่อน

          "อย่างไรก็ดี ข้อบกพร่องของการเมืองมิได้มีสาเหตุมาจากระบบ แต่อยู่ที่ตัวบุคคลที่ใช้ระบบนั้น... เพราะฉะนั้นในสมัยรัชกาลก่อน บรรดาพวกข้าราชการที่ประจบสอพลอประมาณ 2-3 ล้านคน มีอำนาจ และถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก แต่ครั้นมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ปรากฏว่าพวกเจ้านายได้ใช้อำนาจปกครองตามอำเภอใจ... การเมืองสยามในสมัยนั้น ไม่ใช่ว่าจะเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่โดยแท้จริงแล้วเป็นระบอบคณาธิปไตยของพวกเจ้านายเสียมากกว่า"

วิกฤตเอกลักษณ์

          ข้อมูลจากหลายสถาบันกล่าวถึงพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงต้องการพัฒนาการปกครองให้เป็นระบอบรัฐสภา ตามบันทึกของนายยาตาเบก็เช่นกัน

          "พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะทรงมีแนวพระราชดำริแบบเสรีนิยม พระองค์ทรงมีความเข้าใจ ความเป็นไปของโลก อีกทั้งยังมีพระราชประสงค์จะสถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตยขึ้น แต่ผู้ที่มีอำนาจในอภิรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเจ้านายชั้นสูง ส่วนใหญ่กลับมีความคิดแบบอนุรักษ์นิยม... โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงมีอำนาจมากที่สุด"

          ในปี พ.ศ.2473 เมื่อราคาข้าวในตลาดโลกตกลงอย่างมาก

          ประเทศที่มีข้าวเป็นสินค้าออกที่สำคัญอย่างไทย จึงตกที่นั่งลำบาก รัฐบาลขาดรายได้เป็นจำนวนมหาศาล สุดท้ายรัฐบาลต้องตัดสินใจชะลอโครงการต่างๆ ประหยัดรายจ่ายของรัฐบาล เก็บภาษีเพิ่ม และปลดข้าราชการ

          สถานการณ์ของรัชกาลที่ 7 ขณะนั้น เป็นการท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจทางการเมืองของขุนนางราชสำนัก การบริหารบ้านเมืองที่ขาดประสิทธิภาพ ความไม่พอใจต่อปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ คือ ปัญหาเฉพาะหน้าที่พร้อมจะระเบิดทุกเวลา

          มิใยต้องกล่าวถึงกระแสนิยมต่อการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตยในประเทศต่างๆ ที่รุกล้ำแผ่นดินสยามประเทศเข้ามาทุกขณะ

          นายยาตาเบวิเคราะห์ว่า "การอาศัยวิธีการปฏิรูป คือ ทำตามกระบวนการกฎหมายด้วยวิธีการสันติ โดยการปลูกฝังที่จะให้มีการแสดงประชามติ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปนั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่า รอไปอีก 100 ปี ก็ไม่มีวันสำเร็จ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีวิธีการใด นอกจากการลุกขึ้นกระทำการโดยตรงและขับไล่บรรดาเจ้านายอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ให้ออกจากตำแหน่ง...."

          รัฐบาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่เคยใส่ใจ เดือนมีนาคม พ.ศ.2475 รัฐบาลเตรียมงานรัฐพิธีใหญ่ เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 150 ปี ของราชวงศ์จักรี ท่ามกลางกระแสข่าวการก่อการร้าย และความไม่สงบต่างๆ แต่ท้ายที่สุดงานฉลองวันจักรี (วันที่ 6 เมษายน 2475) ด้วยการเปิดสะพานมูลค่า 2 ล้านบาท ที่เชื่อมกรุงเทพฯ กับฝั่งธนบุรี (สะพานพระพุทธยอดฟ้า) ก็ผ่านไปด้วยดี

          แต่ข่าวการก่อการไม่สงบยังมีอย่างต่อเนื่อง แม้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์พินิต เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงได้รับรู้ข่าวบ่อยครั้ง แต่พระองค์ทรงเชื่อฝ่ายตรงข้ามพลาดโอกาสจากงานฉลองกรุง 150 ปี คงจะไม่มีความสามารถก่อการได้

          อย่างไรก็ตาม รายงานหลายฉบับของอธิบดีกรมตำรวจภูธร และเตรียมการที่จะจับกุมผู้ต้องสงสัย พร้อมกันในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เวลา 11.00 น. แต่ถูกคณะปฏิวัติตัดหน้าลงมือไปก่อนหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ยึด - ปลด - เปลี่ยนแปลง

          "จนถึง 8 โมงเช้าของวันที่ 24 มิถุนายน 1932 (พ.ศ.2475) ข่าวการปฏิวัติได้กระจายไปทั่วกรุงเทพฯ เหมือนกับมีเสียงข่าววิทยุ... มีรถถังและกองกำลังทหารรักษาพื้นที่อย่างเข้มงวด ส่วนในร้านค้าทั่วไป ยังคงเปิดร้านเหมือนปกติ ไม่มีเสียงปืนดังขึ้นสักครั้งหนึ่งเลย... ประชาชนแสดงความแตกตื่นอยู่บ้าง

          แต่สภาพการณ์ของเมืองโดยทั่วไป ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยกเว้นในบริเวณที่ใกล้วังของเจ้านาย"

          โดยมีพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังหินอ่อนที่สวยงาม สถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญของประเทศ เป็นที่คุมขังบรรดาเจ้านายต่างๆ อาทิ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์พินิต, สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์, สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ฯลฯ ไว้ที่ห้องชั้นบนของพระที่นั่ง

          ในวันเดียวกันนั้น คณะราษฎรได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลให้ยอมรับหลักการของคณะราษฎร พร้อมกับการแจกจ่ายใบปลิวของคณะราษฎรออกไปในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งนายยาตาเบได้วิเคราะห์เอาไว้ว่า

          "หนังสือที่ทูลเกล้าฯ ถวายถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เป็นการขอร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบอบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตย แต่ประกาศคณะราษฎรได้แสดงความคิดว่า หากมีความจำเป็นประเทศสยามอาจปกครองในระบอบสาธารณรัฐ และยังให้ข้อคิดอีกด้วยว่า ระบอบสาธารณรัฐดีกว่าระบอบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตย"

          เที่ยงคืนของวันที่ 25 มิถุนายน 1932 (พ.ศ.2475) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และพระราชินี เสด็จนิวัตพระนครโดยประทับที่วังสุโขทัย

          เช้าวันที่ 26 มิถุนายน 1932 (พ.ศ.2475) ผู้นำคณะราษฎรได้ขอเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เพื่อขอให้พระองค์ทรงลงพระนามในเอกสาร 2 รายการด้วยกัน คือ พระบรมราชโองการอภัยโทษต่อคนที่เข้าร่วมการปฏิวัติ ซึ่งพระองค์ทรงลงพระนามทันที

          ส่วนร่างธรรมนูญการปกครองแผ่นดินที่เตรียมไว้ พระองค์มีพระราชประสงค์อ่านดูก่อน คณะราษฎรจึงให้เวลา 1 วัน จนถึง 17.00 น. ของวันรุ่งขึ้น

          วันที่ 27 มิถุนายน 1932 (2475) ผู้นำคณะราษฎรเดินทางมายังสุโขทัยเพื่อฟังคำตอบ เรื่องร่างธรรมนูญปกครอง ซึ่งตามบทความของนายยาตาเบระบุว่า พระองค์ได้ตรัสกับผู้นำคณะราษฎรว่า

          "ข้าพเจ้าได้ลงนามในรัฐธรรมนูญนี้ และระบอบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตยได้บังเกิดขึ้นแล้ว ข้าพเจ้ามีความประสงค์ขอสละราชสมบัติ ข้าพเจ้ายอมรับคำวิจารณ์ที่ว่า ข้าพเจ้ารู้ความสามารถ...แต่คำประกาศของคณะราษฎรนั้น ได้วิจารณ์และโจมตีการปกครองของข้าพเจ้า อย่างรุนแรงมากที่สุด การโจมตีขนาดนี้ไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดสามารถดำรงพระยศอยู่ได้... ข้าพเจ้าน่าจะสละราชสมบัติและใช้ชีวิตที่เหลือโดยสงบสุข ชีวิตของข้าพเจ้าและพระราชินีทั้งสองคน มีค่าใช้จ่ายไม่มาก"

          ฝ่ายผู้นำคณะราษฎรเมื่อได้รับฟังพระราชดำรัสแล้ว ก็ได้อ้อนวอนต่อพระองค์ และสัญญาว่าจะแก้ไขบรรเทาเนื้อหาของประกาศคณะราษฎร... จึงสามารถเปลี่ยนพระราชประสงค์อย่างเด็ดเดี่ยวที่จะสละราชสมบัติ... เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้ทรงเปลี่ยนพระราชหฤทัยแล้ว พระองค์ได้เสนอว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระของร่างธรรมนูญ...

          แต่ขอแก้ไขเรื่องเดียวที่ไม่มีความสำคัญเท่าใดนัก ซึ่งผู้นำคณะราษฎรก็ยอมรับ หลังจากนั้นได้ทรงหยิบปากกาขึ้นอย่างช้าๆ และเขียนคำว่า "ชั่วคราว" ไว้ในย่อหน้าแรกของร่างธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน และทรงลงพระนาม..."

          24 มิถุนายน 2548 เป็นปีที่ 73 ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ระยะทางและกาลเวลา ทำให้ทั้งข้อมูลและความจริงรางเลือน

          จึงหวังว่า ข้อมูลของนายยาตาเบ ใน "ศิลปวัฒนธรรม" ฉบับมิถุนายน นี้ จะทำให้ภาพเหตุการณ์วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ของท่านคมชัดขึ้น

วิภา จิรภาไพศาล
มติชนรายวัน ประจำวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2548


----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ยาตาเบ, ยาสุกิจิ. การปฎิวัติและการเปลี่ยนแปลงในประเทศสยาม: บันทึกของทูตญี่ปุ่นผู้เห็นเหตุการณ์ปฎิวัติ 2475. แปลโดย มูราชิมา, เออิจิ และ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. กรุงเทพฯ : มติชน, 2550. แนะนำโดย ดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค สก. "...นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการ "ชำระประวัติศาสตร์" โดยกาลเวลาอย่างหนึ่ง กล่าวคือบทบาทในการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติของคนบางคน ต้องอาศัยเวลาที่ยาวนานเป็นเครื่องพิสูจน์กว่าจะคลี่คลายและตกผลึก..."

ผม เพิ่งได้อ่านหนังสือเรื่อง "การปฏิวัติ และการเปลี่ยนแปลงในประเทศสยาม" เขียนโดย ยาสุกิจิ ยาตาเบ หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าในแง่การเล่าถึงประสบการณ์ตรงของผู้เขียน ซึ่งเดินทางมาทำหน้าที่ ในตำแหน่งเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

 การอ่านจะได้ประโยชน์มากถ้าผู้ อ่านได้อ่านหนังสือที่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้มา ก่อนจากหลายๆ แหล่ง และเห็นภาพของเหตุการณ์อยู่ก่อนแล้ว หนังสือเล่มนี้ จะให้ข้อมูลที่เป็นอีกภาพหนึ่งซ้อนทับเข้าไป ทำให้ภาพที่เห็นปะติดปะต่อเข้าด้วยกันเป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์มากขึ้น(แม้ ว่าข้อมูลไม่น้อยในหนังสือเล่มนี้ อ้างมาจากเอกสารของไทยเอง ด้วยเหตุผลในการแปล)

 อีกประการหนึ่งผู้เขียนเป็นชาวต่างชาติ ไม่จำเป็นต้องหวั่นเกรงอิทธิพลของผู้ใดในเมืองไทย จึงนำเสนอความคิดของตนได้อย่างตรงไปตรงมาตามที่คิด สิ่งที่เห็นค่อนข้างเด่นชัดคือ สถานะของนายปรีดี พนมยงค์ในเวลานั้นซึ่งยังไม่ได้รับการยอมรับนักคือถูกมองว่าเป็นกลุ่มพวกหัว รุนแรง (ไม่แน่ใจว่าในต้นฉบับใช้คำว่า kageki-ha หรือ taka-ha) หากเปรียบเทียบกับทัศนคติในสมัยนี้อาจรู้สึกว่าไม่เหมือนกันนัก นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการ "ชำระประวัติศาสตร์" โดยกาลเวลาอย่างหนึ่ง กล่าวคือบทบาทในการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติของคนบางคน ต้องอาศัยเวลาที่ยาวนานเป็นเครื่องพิสูจน์กว่าจะคลี่คลายและตกผลึก
อีก ประเด็นหนึ่งคือ สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยในช่วงเวลานั้นไม่ได้สูงส่ง หรือมั่นคง หากเทียบกับปัจจุบันนี้ ซึ่งก็คงเนื่องมาจากความผันผวนของสภาพแวดล้อมทางการเมืองในเวลานั้น ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ประเด็นนี้ถ้าได้ลองอ่านเรื่อง Revolutionary King ก็จะยิ่งเห็นภาพชัดเจนขึ้น

 น่าชื่นชมสำหรับชาว ญี่ปุ่นที่มีนักการทูตที่เกาะติดกับเหตุการณ์วงใน และสามารถวิเคราะห์ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างละเอียด กลายเป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ทั้งกับไทยและญี่ปุ่น (ในสมัยนั้นคงมีประโยชน์กับญี่ปุ่นมากกว่า) เวลานี้หน่วยงานของญี่ปุ่นในเมืองไทยเช่น สถานทูต, JETRO, JBIC ก็ทำหน้าที่ด้านข่าวกรองเช่นนี้อยู่ให้กับประเทศแม่ของเขาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเรื่องชวนคิดว่า บุคลากรระดับชั้นนำของไทย จะทำหน้าที่ด้านข่าวกรองระหว่างประเทศให้กับประเทศไทย เช่นนี้ได้มากน้อยเพียงใด