วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การเปลี่ยนแปลงสยามจากสายตาญี่ปุ่น

 ในเหตุการณ์ต่างๆ ล้วนประกอบไปด้วย "ความจริง" กับ "ข้อมูล" โดยข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งนั้น มีระดับของความจริงอยู่ในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน การเข้าถึงความจริงให้ได้มากที่สุด จึงควรรวบรวมข้อมูลของเหตุการร์นั้นให้มาก
          เหตุการณ์การปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เดือนมิถุนายน พ.ศ.2475 ก็เช่นเดียวกัน ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าใด โอกาสเข้าใกล้ความจริงยิ่งมีมากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลจากบุคคลที่สาม ซึ่งมิได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์นั้น

เค้าโครงของการเปลี่ยนแปลง

          "ศิลปวัฒนธรรม" ฉบับเดือนมิถุนายน จึงได้นำบทความชื่อ "การปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงในประเทศสยาม" ของ "นายยาสุกิจิ ยาตาเบ" อัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำประเทศสยาม (มีนาคม พ.ศ.2471 - มกราคม พ.ศ.2479) ตีพิมพ์ครั้งแรก เป็นภาษาญี่ปุ่นในวารสารสมาคมญี่ปุ่น-สยาม ฉบับที่ 5 เดือนธันวาคม พ.ศ.2479 มาเผยแพร่

          และต่อไปนี้ คืองานเขียนที่ถ่ายทอดประสบการณ์ของนายยาตาเบ อีกหนึ่งข้อมูลที่ช่วยให้เห็นภาพเหตุการณ์ในอดีตยิ่งขึ้น

          "ประเทศ สยามนับจากสร้างประเทศขึ้นมา ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างการเมืองของรัฐ กับเรื่องครอบครัวของพระมหากษัตริย์...เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรนับเป็นเรื่อง แปลกแต่ประการใด ที่รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของสยาม ...

          อย่างไรก็ตาม ได้มีบุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตัวอย่างเช่น หลังจากที่รัชกาลที่ 6 เสด็จขึ้นครองราชย์ได้ 2 ปี (คือ ปี ค.ศ.1912/พ.ศ.2455) ปรากฏว่า มีแผนการที่จะก่อการปฏิวัติขึ้น...

          หลังจากนั้นไม่นาน สงครามโลกครั้งที่ 1 ได้เกิดขึ้น ประเทศสยามได้ถูกชักจูงให้เข้าร่วมสงครามในปี 1917(พ.ศ.2460) ... และจัดส่งกองทหารอาสาไปแนวรบด้านตะวันตก ด้วยเหตุนี้ประเทศสยามจึงมีฐานะเป็นประเทศผู้ชนะสงคราม... สถานะของประเทศสยามในสังคมโลก จึงได้รับการปรับปรุงให้ดีกว่าเดิม นโยบายที่เคยบีบคั้นประเทศสยามจากอังกฤษและฝรั่งเศส ก็มีการผ่อนคลายเป็นอันมาก...

          ปี 1925 (พ.ศ.2468) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนและภายหลังที่รัชกาลที่ 7 เสด็จขึ้นครองราชย์ การแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคได้มีผลสำเร็จ และนานาประเทศก็ให้การยอมรับ มีการยกเลิกสิทธิภาพนอกอาณาเขตเหนือประเทศสยาม...

          ในช่วงเวลานั้น ความสนใจของรัฐบาลและประชาชนทั่วไป อยู่ที่การแก้ไขความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และขาดเวลาเพียงพอที่จะปฏิรูปการเมืองและพัฒนาทรัพยากรภายในประเทศ ความต้องการของปัญญาชนต่อการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตยค่อยๆ ทวีความสำคัญมากขึ้น แต่การศึกษาของประชาชนโดยทั่วไป กล่าวได้ว่ายังไม่มีความแพร่หลาย และความคิดทางการเมืองของประชาชนโดยทั่วไป ก็ยังมีความด้อยอยู่มาก

          สื่อมวลชนต่างๆ ก็ยังอยู่ในระดับเริ่มต้น อีกทั้งยังไม่มีเสรีภาพในการพูด ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะไม่มีขบวนการทางการเมืองที่ประชาชน เข้าไปมีส่วนอย่างคึกคัก นอกจากนั้นในช่วงเวลานี้ความสำเร็จทางการทูตในระดับหนึ่ง ส่งผลให้ความชอบธรรมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

การเมืองเรื่องอำนาจ

          เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2468 สมเด็จฯเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เป็นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โดยมีผลพ่วงเป็นตัวแดงในบัญชีของราชสำนักที่มีหนี้สินอยู่ประมาณ 4 - 5 ล้านบาท และวิกฤตศรัทธาของประชาชนที่มีต่อขุนนางราชสำนักเป็นมรดกข้ามแผ่นดินมาด้วย โดยบันทึกของอัครราชทูตชาวญี่ปุ่นระบุว่า "พระองค์ทรงมีความกล้าหาญที่ลดทอนงบประมาณรายจ่ายของสำนักพระราชวังลงครึ่ง หนึ่ง ระเบียบวินัยของข้าราชการซึ่งมีแนวโน้มเสื่อมโทรมลงมาตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อน ก็ได้การปรับปรุง

          นอกจากนี้ ยังทรงมีพระราชนิยมให้ลดจำนวนข้าราชการชาวต่างประเทศลง...

          พระองค์ทรงปรับปรุงกรรมการองคมนตรีสภา... โดยทรงปรับปรุงและจัดให้กรรมการจำนวน 40 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกมาจากกระทรวงต่างๆ ทำหน้าที่เป็นองค์กรทางด้านนิติบัญญัติ... พระบรมราชโองการในการปฏิรูปกรรมการองคมนตรีสภานี้... จัดเป็นการทดลองและฝึกฝนให้กรรมการองคมนตรีสภา มีความเข้าใจกระบวนการรัฐสภา จากประกาศนี้ทำให้เราเข้าใจพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ... เป็นการเตรียมการเพื่อพัฒนาระบบรัฐสภานิติบัญญัติในอนาคต...

          พระบรมราโชบายภายหลังการเสด็จขึ้นครองราชย์... ที่มีความสำคัญมากกว่าปฏิรูประบอบองคมนตรี ได้แก่ การจัดตั้งอภิรัฐมนตรีสภา อภิรัฐมนตรีสภานี้ ประกอบด้วยเจ้านายช้นสูง 4-5 พระองค์...ทำหน้าที่กำหนดนโยบายสูงสุดของประเทศ โดยอยู่เหนือกว่าคณะเสนาบดี... ทรงจัดตั้งอภิรัฐมนตรีสภาขึ้นทันทีภายหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์... เข้าใจว่าเพราะพระองค์เป็นพระอนุชาพระองค์เล็กของพระมหากษัตริย์พระองค์ก่อน รวมทั้งได้เสด็จขึ้นครองราชย์อย่างกะทันหัน

          ฉนั้น จึงทรงต้องการการสนับสนุนจากเจ้านายชั้นสูง...

          การเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการบ้านเมืองของพระองค์ในระยะแรก ประชาชนทุกคนมีความปลาบปลื้มปิติ ด้วยเชื่อว่าสามารถลดการเล่นพวกพ้อง และการประจบสอพลอในรัชกาลก่อน

          "อย่างไรก็ดี ข้อบกพร่องของการเมืองมิได้มีสาเหตุมาจากระบบ แต่อยู่ที่ตัวบุคคลที่ใช้ระบบนั้น... เพราะฉะนั้นในสมัยรัชกาลก่อน บรรดาพวกข้าราชการที่ประจบสอพลอประมาณ 2-3 ล้านคน มีอำนาจ และถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก แต่ครั้นมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ปรากฏว่าพวกเจ้านายได้ใช้อำนาจปกครองตามอำเภอใจ... การเมืองสยามในสมัยนั้น ไม่ใช่ว่าจะเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่โดยแท้จริงแล้วเป็นระบอบคณาธิปไตยของพวกเจ้านายเสียมากกว่า"

วิกฤตเอกลักษณ์

          ข้อมูลจากหลายสถาบันกล่าวถึงพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงต้องการพัฒนาการปกครองให้เป็นระบอบรัฐสภา ตามบันทึกของนายยาตาเบก็เช่นกัน

          "พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะทรงมีแนวพระราชดำริแบบเสรีนิยม พระองค์ทรงมีความเข้าใจ ความเป็นไปของโลก อีกทั้งยังมีพระราชประสงค์จะสถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตยขึ้น แต่ผู้ที่มีอำนาจในอภิรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเจ้านายชั้นสูง ส่วนใหญ่กลับมีความคิดแบบอนุรักษ์นิยม... โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงมีอำนาจมากที่สุด"

          ในปี พ.ศ.2473 เมื่อราคาข้าวในตลาดโลกตกลงอย่างมาก

          ประเทศที่มีข้าวเป็นสินค้าออกที่สำคัญอย่างไทย จึงตกที่นั่งลำบาก รัฐบาลขาดรายได้เป็นจำนวนมหาศาล สุดท้ายรัฐบาลต้องตัดสินใจชะลอโครงการต่างๆ ประหยัดรายจ่ายของรัฐบาล เก็บภาษีเพิ่ม และปลดข้าราชการ

          สถานการณ์ของรัชกาลที่ 7 ขณะนั้น เป็นการท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจทางการเมืองของขุนนางราชสำนัก การบริหารบ้านเมืองที่ขาดประสิทธิภาพ ความไม่พอใจต่อปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ คือ ปัญหาเฉพาะหน้าที่พร้อมจะระเบิดทุกเวลา

          มิใยต้องกล่าวถึงกระแสนิยมต่อการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตยในประเทศต่างๆ ที่รุกล้ำแผ่นดินสยามประเทศเข้ามาทุกขณะ

          นายยาตาเบวิเคราะห์ว่า "การอาศัยวิธีการปฏิรูป คือ ทำตามกระบวนการกฎหมายด้วยวิธีการสันติ โดยการปลูกฝังที่จะให้มีการแสดงประชามติ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปนั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่า รอไปอีก 100 ปี ก็ไม่มีวันสำเร็จ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีวิธีการใด นอกจากการลุกขึ้นกระทำการโดยตรงและขับไล่บรรดาเจ้านายอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ให้ออกจากตำแหน่ง...."

          รัฐบาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่เคยใส่ใจ เดือนมีนาคม พ.ศ.2475 รัฐบาลเตรียมงานรัฐพิธีใหญ่ เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 150 ปี ของราชวงศ์จักรี ท่ามกลางกระแสข่าวการก่อการร้าย และความไม่สงบต่างๆ แต่ท้ายที่สุดงานฉลองวันจักรี (วันที่ 6 เมษายน 2475) ด้วยการเปิดสะพานมูลค่า 2 ล้านบาท ที่เชื่อมกรุงเทพฯ กับฝั่งธนบุรี (สะพานพระพุทธยอดฟ้า) ก็ผ่านไปด้วยดี

          แต่ข่าวการก่อการไม่สงบยังมีอย่างต่อเนื่อง แม้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์พินิต เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงได้รับรู้ข่าวบ่อยครั้ง แต่พระองค์ทรงเชื่อฝ่ายตรงข้ามพลาดโอกาสจากงานฉลองกรุง 150 ปี คงจะไม่มีความสามารถก่อการได้

          อย่างไรก็ตาม รายงานหลายฉบับของอธิบดีกรมตำรวจภูธร และเตรียมการที่จะจับกุมผู้ต้องสงสัย พร้อมกันในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เวลา 11.00 น. แต่ถูกคณะปฏิวัติตัดหน้าลงมือไปก่อนหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ยึด - ปลด - เปลี่ยนแปลง

          "จนถึง 8 โมงเช้าของวันที่ 24 มิถุนายน 1932 (พ.ศ.2475) ข่าวการปฏิวัติได้กระจายไปทั่วกรุงเทพฯ เหมือนกับมีเสียงข่าววิทยุ... มีรถถังและกองกำลังทหารรักษาพื้นที่อย่างเข้มงวด ส่วนในร้านค้าทั่วไป ยังคงเปิดร้านเหมือนปกติ ไม่มีเสียงปืนดังขึ้นสักครั้งหนึ่งเลย... ประชาชนแสดงความแตกตื่นอยู่บ้าง

          แต่สภาพการณ์ของเมืองโดยทั่วไป ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยกเว้นในบริเวณที่ใกล้วังของเจ้านาย"

          โดยมีพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังหินอ่อนที่สวยงาม สถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญของประเทศ เป็นที่คุมขังบรรดาเจ้านายต่างๆ อาทิ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์พินิต, สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์, สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ฯลฯ ไว้ที่ห้องชั้นบนของพระที่นั่ง

          ในวันเดียวกันนั้น คณะราษฎรได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลให้ยอมรับหลักการของคณะราษฎร พร้อมกับการแจกจ่ายใบปลิวของคณะราษฎรออกไปในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งนายยาตาเบได้วิเคราะห์เอาไว้ว่า

          "หนังสือที่ทูลเกล้าฯ ถวายถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เป็นการขอร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบอบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตย แต่ประกาศคณะราษฎรได้แสดงความคิดว่า หากมีความจำเป็นประเทศสยามอาจปกครองในระบอบสาธารณรัฐ และยังให้ข้อคิดอีกด้วยว่า ระบอบสาธารณรัฐดีกว่าระบอบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตย"

          เที่ยงคืนของวันที่ 25 มิถุนายน 1932 (พ.ศ.2475) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และพระราชินี เสด็จนิวัตพระนครโดยประทับที่วังสุโขทัย

          เช้าวันที่ 26 มิถุนายน 1932 (พ.ศ.2475) ผู้นำคณะราษฎรได้ขอเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เพื่อขอให้พระองค์ทรงลงพระนามในเอกสาร 2 รายการด้วยกัน คือ พระบรมราชโองการอภัยโทษต่อคนที่เข้าร่วมการปฏิวัติ ซึ่งพระองค์ทรงลงพระนามทันที

          ส่วนร่างธรรมนูญการปกครองแผ่นดินที่เตรียมไว้ พระองค์มีพระราชประสงค์อ่านดูก่อน คณะราษฎรจึงให้เวลา 1 วัน จนถึง 17.00 น. ของวันรุ่งขึ้น

          วันที่ 27 มิถุนายน 1932 (2475) ผู้นำคณะราษฎรเดินทางมายังสุโขทัยเพื่อฟังคำตอบ เรื่องร่างธรรมนูญปกครอง ซึ่งตามบทความของนายยาตาเบระบุว่า พระองค์ได้ตรัสกับผู้นำคณะราษฎรว่า

          "ข้าพเจ้าได้ลงนามในรัฐธรรมนูญนี้ และระบอบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตยได้บังเกิดขึ้นแล้ว ข้าพเจ้ามีความประสงค์ขอสละราชสมบัติ ข้าพเจ้ายอมรับคำวิจารณ์ที่ว่า ข้าพเจ้ารู้ความสามารถ...แต่คำประกาศของคณะราษฎรนั้น ได้วิจารณ์และโจมตีการปกครองของข้าพเจ้า อย่างรุนแรงมากที่สุด การโจมตีขนาดนี้ไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดสามารถดำรงพระยศอยู่ได้... ข้าพเจ้าน่าจะสละราชสมบัติและใช้ชีวิตที่เหลือโดยสงบสุข ชีวิตของข้าพเจ้าและพระราชินีทั้งสองคน มีค่าใช้จ่ายไม่มาก"

          ฝ่ายผู้นำคณะราษฎรเมื่อได้รับฟังพระราชดำรัสแล้ว ก็ได้อ้อนวอนต่อพระองค์ และสัญญาว่าจะแก้ไขบรรเทาเนื้อหาของประกาศคณะราษฎร... จึงสามารถเปลี่ยนพระราชประสงค์อย่างเด็ดเดี่ยวที่จะสละราชสมบัติ... เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้ทรงเปลี่ยนพระราชหฤทัยแล้ว พระองค์ได้เสนอว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระของร่างธรรมนูญ...

          แต่ขอแก้ไขเรื่องเดียวที่ไม่มีความสำคัญเท่าใดนัก ซึ่งผู้นำคณะราษฎรก็ยอมรับ หลังจากนั้นได้ทรงหยิบปากกาขึ้นอย่างช้าๆ และเขียนคำว่า "ชั่วคราว" ไว้ในย่อหน้าแรกของร่างธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน และทรงลงพระนาม..."

          24 มิถุนายน 2548 เป็นปีที่ 73 ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ระยะทางและกาลเวลา ทำให้ทั้งข้อมูลและความจริงรางเลือน

          จึงหวังว่า ข้อมูลของนายยาตาเบ ใน "ศิลปวัฒนธรรม" ฉบับมิถุนายน นี้ จะทำให้ภาพเหตุการณ์วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ของท่านคมชัดขึ้น

วิภา จิรภาไพศาล
มติชนรายวัน ประจำวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2548


----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ยาตาเบ, ยาสุกิจิ. การปฎิวัติและการเปลี่ยนแปลงในประเทศสยาม: บันทึกของทูตญี่ปุ่นผู้เห็นเหตุการณ์ปฎิวัติ 2475. แปลโดย มูราชิมา, เออิจิ และ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. กรุงเทพฯ : มติชน, 2550. แนะนำโดย ดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค สก. "...นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการ "ชำระประวัติศาสตร์" โดยกาลเวลาอย่างหนึ่ง กล่าวคือบทบาทในการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติของคนบางคน ต้องอาศัยเวลาที่ยาวนานเป็นเครื่องพิสูจน์กว่าจะคลี่คลายและตกผลึก..."

ผม เพิ่งได้อ่านหนังสือเรื่อง "การปฏิวัติ และการเปลี่ยนแปลงในประเทศสยาม" เขียนโดย ยาสุกิจิ ยาตาเบ หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าในแง่การเล่าถึงประสบการณ์ตรงของผู้เขียน ซึ่งเดินทางมาทำหน้าที่ ในตำแหน่งเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

 การอ่านจะได้ประโยชน์มากถ้าผู้ อ่านได้อ่านหนังสือที่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้มา ก่อนจากหลายๆ แหล่ง และเห็นภาพของเหตุการณ์อยู่ก่อนแล้ว หนังสือเล่มนี้ จะให้ข้อมูลที่เป็นอีกภาพหนึ่งซ้อนทับเข้าไป ทำให้ภาพที่เห็นปะติดปะต่อเข้าด้วยกันเป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์มากขึ้น(แม้ ว่าข้อมูลไม่น้อยในหนังสือเล่มนี้ อ้างมาจากเอกสารของไทยเอง ด้วยเหตุผลในการแปล)

 อีกประการหนึ่งผู้เขียนเป็นชาวต่างชาติ ไม่จำเป็นต้องหวั่นเกรงอิทธิพลของผู้ใดในเมืองไทย จึงนำเสนอความคิดของตนได้อย่างตรงไปตรงมาตามที่คิด สิ่งที่เห็นค่อนข้างเด่นชัดคือ สถานะของนายปรีดี พนมยงค์ในเวลานั้นซึ่งยังไม่ได้รับการยอมรับนักคือถูกมองว่าเป็นกลุ่มพวกหัว รุนแรง (ไม่แน่ใจว่าในต้นฉบับใช้คำว่า kageki-ha หรือ taka-ha) หากเปรียบเทียบกับทัศนคติในสมัยนี้อาจรู้สึกว่าไม่เหมือนกันนัก นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการ "ชำระประวัติศาสตร์" โดยกาลเวลาอย่างหนึ่ง กล่าวคือบทบาทในการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติของคนบางคน ต้องอาศัยเวลาที่ยาวนานเป็นเครื่องพิสูจน์กว่าจะคลี่คลายและตกผลึก
อีก ประเด็นหนึ่งคือ สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยในช่วงเวลานั้นไม่ได้สูงส่ง หรือมั่นคง หากเทียบกับปัจจุบันนี้ ซึ่งก็คงเนื่องมาจากความผันผวนของสภาพแวดล้อมทางการเมืองในเวลานั้น ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ประเด็นนี้ถ้าได้ลองอ่านเรื่อง Revolutionary King ก็จะยิ่งเห็นภาพชัดเจนขึ้น

 น่าชื่นชมสำหรับชาว ญี่ปุ่นที่มีนักการทูตที่เกาะติดกับเหตุการณ์วงใน และสามารถวิเคราะห์ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างละเอียด กลายเป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ทั้งกับไทยและญี่ปุ่น (ในสมัยนั้นคงมีประโยชน์กับญี่ปุ่นมากกว่า) เวลานี้หน่วยงานของญี่ปุ่นในเมืองไทยเช่น สถานทูต, JETRO, JBIC ก็ทำหน้าที่ด้านข่าวกรองเช่นนี้อยู่ให้กับประเทศแม่ของเขาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเรื่องชวนคิดว่า บุคลากรระดับชั้นนำของไทย จะทำหน้าที่ด้านข่าวกรองระหว่างประเทศให้กับประเทศไทย เช่นนี้ได้มากน้อยเพียงใด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น