ในเหตุการณ์ต่างๆ ล้วนประกอบไปด้วย "ความจริง" กับ "ข้อมูล" โดยข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งนั้น มีระดับของความจริงอยู่ในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน การเข้าถึงความจริงให้ได้มากที่สุด จึงควรรวบรวมข้อมูลของเหตุการร์นั้นให้มาก
เหตุการณ์การปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เดือนมิถุนายน พ.ศ.2475 ก็เช่นเดียวกัน ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าใด โอกาสเข้าใกล้ความจริงยิ่งมีมากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลจากบุคคลที่สาม ซึ่งมิได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์นั้น
เค้าโครงของการเปลี่ยนแปลง
"ศิลปวัฒนธรรม" ฉบับเดือนมิถุนายน จึงได้นำบทความชื่อ "การปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงในประเทศสยาม" ของ "นายยาสุกิจิ ยาตาเบ" อัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำประเทศสยาม (มีนาคม พ.ศ.2471 - มกราคม พ.ศ.2479) ตีพิมพ์ครั้งแรก เป็นภาษาญี่ปุ่นในวารสารสมาคมญี่ปุ่น-สยาม ฉบับที่ 5 เดือนธันวาคม พ.ศ.2479 มาเผยแพร่
และต่อไปนี้ คืองานเขียนที่ถ่ายทอดประสบการณ์ของนายยาตาเบ อีกหนึ่งข้อมูลที่ช่วยให้เห็นภาพเหตุการณ์ในอดีตยิ่งขึ้น
"ประเทศ สยามนับจากสร้างประเทศขึ้นมา ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างการเมืองของรัฐ กับเรื่องครอบครัวของพระมหากษัตริย์...เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรนับเป็นเรื่อง แปลกแต่ประการใด ที่รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของสยาม ...
อย่างไรก็ตาม ได้มีบุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตัวอย่างเช่น หลังจากที่รัชกาลที่ 6 เสด็จขึ้นครองราชย์ได้ 2 ปี (คือ ปี ค.ศ.1912/พ.ศ.2455) ปรากฏว่า มีแผนการที่จะก่อการปฏิวัติขึ้น...
หลังจากนั้นไม่นาน สงครามโลกครั้งที่ 1 ได้เกิดขึ้น ประเทศสยามได้ถูกชักจูงให้เข้าร่วมสงครามในปี 1917(พ.ศ.2460) ... และจัดส่งกองทหารอาสาไปแนวรบด้านตะวันตก ด้วยเหตุนี้ประเทศสยามจึงมีฐานะเป็นประเทศผู้ชนะสงคราม... สถานะของประเทศสยามในสังคมโลก จึงได้รับการปรับปรุงให้ดีกว่าเดิม นโยบายที่เคยบีบคั้นประเทศสยามจากอังกฤษและฝรั่งเศส ก็มีการผ่อนคลายเป็นอันมาก...
ปี 1925 (พ.ศ.2468) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนและภายหลังที่รัชกาลที่ 7 เสด็จขึ้นครองราชย์ การแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคได้มีผลสำเร็จ และนานาประเทศก็ให้การยอมรับ มีการยกเลิกสิทธิภาพนอกอาณาเขตเหนือประเทศสยาม...
ในช่วงเวลานั้น ความสนใจของรัฐบาลและประชาชนทั่วไป อยู่ที่การแก้ไขความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และขาดเวลาเพียงพอที่จะปฏิรูปการเมืองและพัฒนาทรัพยากรภายในประเทศ ความต้องการของปัญญาชนต่อการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตยค่อยๆ ทวีความสำคัญมากขึ้น แต่การศึกษาของประชาชนโดยทั่วไป กล่าวได้ว่ายังไม่มีความแพร่หลาย และความคิดทางการเมืองของประชาชนโดยทั่วไป ก็ยังมีความด้อยอยู่มาก
สื่อมวลชนต่างๆ ก็ยังอยู่ในระดับเริ่มต้น อีกทั้งยังไม่มีเสรีภาพในการพูด ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะไม่มีขบวนการทางการเมืองที่ประชาชน เข้าไปมีส่วนอย่างคึกคัก นอกจากนั้นในช่วงเวลานี้ความสำเร็จทางการทูตในระดับหนึ่ง ส่งผลให้ความชอบธรรมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม
การเมืองเรื่องอำนาจ
เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2468 สมเด็จฯเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เป็นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โดยมีผลพ่วงเป็นตัวแดงในบัญชีของราชสำนักที่มีหนี้สินอยู่ประมาณ 4 - 5 ล้านบาท และวิกฤตศรัทธาของประชาชนที่มีต่อขุนนางราชสำนักเป็นมรดกข้ามแผ่นดินมาด้วย โดยบันทึกของอัครราชทูตชาวญี่ปุ่นระบุว่า "พระองค์ทรงมีความกล้าหาญที่ลดทอนงบประมาณรายจ่ายของสำนักพระราชวังลงครึ่ง หนึ่ง ระเบียบวินัยของข้าราชการซึ่งมีแนวโน้มเสื่อมโทรมลงมาตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อน ก็ได้การปรับปรุง
นอกจากนี้ ยังทรงมีพระราชนิยมให้ลดจำนวนข้าราชการชาวต่างประเทศลง...
พระองค์ทรงปรับปรุงกรรมการองคมนตรีสภา... โดยทรงปรับปรุงและจัดให้กรรมการจำนวน 40 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกมาจากกระทรวงต่างๆ ทำหน้าที่เป็นองค์กรทางด้านนิติบัญญัติ... พระบรมราชโองการในการปฏิรูปกรรมการองคมนตรีสภานี้... จัดเป็นการทดลองและฝึกฝนให้กรรมการองคมนตรีสภา มีความเข้าใจกระบวนการรัฐสภา จากประกาศนี้ทำให้เราเข้าใจพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ... เป็นการเตรียมการเพื่อพัฒนาระบบรัฐสภานิติบัญญัติในอนาคต...
พระบรมราโชบายภายหลังการเสด็จขึ้นครองราชย์... ที่มีความสำคัญมากกว่าปฏิรูประบอบองคมนตรี ได้แก่ การจัดตั้งอภิรัฐมนตรีสภา อภิรัฐมนตรีสภานี้ ประกอบด้วยเจ้านายช้นสูง 4-5 พระองค์...ทำหน้าที่กำหนดนโยบายสูงสุดของประเทศ โดยอยู่เหนือกว่าคณะเสนาบดี... ทรงจัดตั้งอภิรัฐมนตรีสภาขึ้นทันทีภายหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์... เข้าใจว่าเพราะพระองค์เป็นพระอนุชาพระองค์เล็กของพระมหากษัตริย์พระองค์ก่อน รวมทั้งได้เสด็จขึ้นครองราชย์อย่างกะทันหัน
ฉนั้น จึงทรงต้องการการสนับสนุนจากเจ้านายชั้นสูง...
การเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการบ้านเมืองของพระองค์ในระยะแรก ประชาชนทุกคนมีความปลาบปลื้มปิติ ด้วยเชื่อว่าสามารถลดการเล่นพวกพ้อง และการประจบสอพลอในรัชกาลก่อน
"อย่างไรก็ดี ข้อบกพร่องของการเมืองมิได้มีสาเหตุมาจากระบบ แต่อยู่ที่ตัวบุคคลที่ใช้ระบบนั้น... เพราะฉะนั้นในสมัยรัชกาลก่อน บรรดาพวกข้าราชการที่ประจบสอพลอประมาณ 2-3 ล้านคน มีอำนาจ และถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก แต่ครั้นมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ปรากฏว่าพวกเจ้านายได้ใช้อำนาจปกครองตามอำเภอใจ... การเมืองสยามในสมัยนั้น ไม่ใช่ว่าจะเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่โดยแท้จริงแล้วเป็นระบอบคณาธิปไตยของพวกเจ้านายเสียมากกว่า"
วิกฤตเอกลักษณ์
ข้อมูลจากหลายสถาบันกล่าวถึงพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงต้องการพัฒนาการปกครองให้เป็นระบอบรัฐสภา ตามบันทึกของนายยาตาเบก็เช่นกัน
"พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะทรงมีแนวพระราชดำริแบบเสรีนิยม พระองค์ทรงมีความเข้าใจ ความเป็นไปของโลก อีกทั้งยังมีพระราชประสงค์จะสถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตยขึ้น แต่ผู้ที่มีอำนาจในอภิรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเจ้านายชั้นสูง ส่วนใหญ่กลับมีความคิดแบบอนุรักษ์นิยม... โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงมีอำนาจมากที่สุด"
ในปี พ.ศ.2473 เมื่อราคาข้าวในตลาดโลกตกลงอย่างมาก
ประเทศที่มีข้าวเป็นสินค้าออกที่สำคัญอย่างไทย จึงตกที่นั่งลำบาก รัฐบาลขาดรายได้เป็นจำนวนมหาศาล สุดท้ายรัฐบาลต้องตัดสินใจชะลอโครงการต่างๆ ประหยัดรายจ่ายของรัฐบาล เก็บภาษีเพิ่ม และปลดข้าราชการ
สถานการณ์ของรัชกาลที่ 7 ขณะนั้น เป็นการท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจทางการเมืองของขุนนางราชสำนัก การบริหารบ้านเมืองที่ขาดประสิทธิภาพ ความไม่พอใจต่อปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ คือ ปัญหาเฉพาะหน้าที่พร้อมจะระเบิดทุกเวลา
มิใยต้องกล่าวถึงกระแสนิยมต่อการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตยในประเทศต่างๆ ที่รุกล้ำแผ่นดินสยามประเทศเข้ามาทุกขณะ
นายยาตาเบวิเคราะห์ว่า "การอาศัยวิธีการปฏิรูป คือ ทำตามกระบวนการกฎหมายด้วยวิธีการสันติ โดยการปลูกฝังที่จะให้มีการแสดงประชามติ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปนั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่า รอไปอีก 100 ปี ก็ไม่มีวันสำเร็จ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีวิธีการใด นอกจากการลุกขึ้นกระทำการโดยตรงและขับไล่บรรดาเจ้านายอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ให้ออกจากตำแหน่ง...."
รัฐบาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่เคยใส่ใจ เดือนมีนาคม พ.ศ.2475 รัฐบาลเตรียมงานรัฐพิธีใหญ่ เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 150 ปี ของราชวงศ์จักรี ท่ามกลางกระแสข่าวการก่อการร้าย และความไม่สงบต่างๆ แต่ท้ายที่สุดงานฉลองวันจักรี (วันที่ 6 เมษายน 2475) ด้วยการเปิดสะพานมูลค่า 2 ล้านบาท ที่เชื่อมกรุงเทพฯ กับฝั่งธนบุรี (สะพานพระพุทธยอดฟ้า) ก็ผ่านไปด้วยดี
แต่ข่าวการก่อการไม่สงบยังมีอย่างต่อเนื่อง แม้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์พินิต เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงได้รับรู้ข่าวบ่อยครั้ง แต่พระองค์ทรงเชื่อฝ่ายตรงข้ามพลาดโอกาสจากงานฉลองกรุง 150 ปี คงจะไม่มีความสามารถก่อการได้
อย่างไรก็ตาม รายงานหลายฉบับของอธิบดีกรมตำรวจภูธร และเตรียมการที่จะจับกุมผู้ต้องสงสัย พร้อมกันในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เวลา 11.00 น. แต่ถูกคณะปฏิวัติตัดหน้าลงมือไปก่อนหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ยึด - ปลด - เปลี่ยนแปลง
"จนถึง 8 โมงเช้าของวันที่ 24 มิถุนายน 1932 (พ.ศ.2475) ข่าวการปฏิวัติได้กระจายไปทั่วกรุงเทพฯ เหมือนกับมีเสียงข่าววิทยุ... มีรถถังและกองกำลังทหารรักษาพื้นที่อย่างเข้มงวด ส่วนในร้านค้าทั่วไป ยังคงเปิดร้านเหมือนปกติ ไม่มีเสียงปืนดังขึ้นสักครั้งหนึ่งเลย... ประชาชนแสดงความแตกตื่นอยู่บ้าง
แต่สภาพการณ์ของเมืองโดยทั่วไป ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยกเว้นในบริเวณที่ใกล้วังของเจ้านาย"
โดยมีพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังหินอ่อนที่สวยงาม สถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญของประเทศ เป็นที่คุมขังบรรดาเจ้านายต่างๆ อาทิ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์พินิต, สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์, สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ฯลฯ ไว้ที่ห้องชั้นบนของพระที่นั่ง
ในวันเดียวกันนั้น คณะราษฎรได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลให้ยอมรับหลักการของคณะราษฎร พร้อมกับการแจกจ่ายใบปลิวของคณะราษฎรออกไปในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งนายยาตาเบได้วิเคราะห์เอาไว้ว่า
"หนังสือที่ทูลเกล้าฯ ถวายถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เป็นการขอร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบอบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตย แต่ประกาศคณะราษฎรได้แสดงความคิดว่า หากมีความจำเป็นประเทศสยามอาจปกครองในระบอบสาธารณรัฐ และยังให้ข้อคิดอีกด้วยว่า ระบอบสาธารณรัฐดีกว่าระบอบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตย"
เที่ยงคืนของวันที่ 25 มิถุนายน 1932 (พ.ศ.2475) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และพระราชินี เสด็จนิวัตพระนครโดยประทับที่วังสุโขทัย
เช้าวันที่ 26 มิถุนายน 1932 (พ.ศ.2475) ผู้นำคณะราษฎรได้ขอเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เพื่อขอให้พระองค์ทรงลงพระนามในเอกสาร 2 รายการด้วยกัน คือ พระบรมราชโองการอภัยโทษต่อคนที่เข้าร่วมการปฏิวัติ ซึ่งพระองค์ทรงลงพระนามทันที
ส่วนร่างธรรมนูญการปกครองแผ่นดินที่เตรียมไว้ พระองค์มีพระราชประสงค์อ่านดูก่อน คณะราษฎรจึงให้เวลา 1 วัน จนถึง 17.00 น. ของวันรุ่งขึ้น
วันที่ 27 มิถุนายน 1932 (2475) ผู้นำคณะราษฎรเดินทางมายังสุโขทัยเพื่อฟังคำตอบ เรื่องร่างธรรมนูญปกครอง ซึ่งตามบทความของนายยาตาเบระบุว่า พระองค์ได้ตรัสกับผู้นำคณะราษฎรว่า
"ข้าพเจ้าได้ลงนามในรัฐธรรมนูญนี้ และระบอบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตยได้บังเกิดขึ้นแล้ว ข้าพเจ้ามีความประสงค์ขอสละราชสมบัติ ข้าพเจ้ายอมรับคำวิจารณ์ที่ว่า ข้าพเจ้ารู้ความสามารถ...แต่คำประกาศของคณะราษฎรนั้น ได้วิจารณ์และโจมตีการปกครองของข้าพเจ้า อย่างรุนแรงมากที่สุด การโจมตีขนาดนี้ไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดสามารถดำรงพระยศอยู่ได้... ข้าพเจ้าน่าจะสละราชสมบัติและใช้ชีวิตที่เหลือโดยสงบสุข ชีวิตของข้าพเจ้าและพระราชินีทั้งสองคน มีค่าใช้จ่ายไม่มาก"
ฝ่ายผู้นำคณะราษฎรเมื่อได้รับฟังพระราชดำรัสแล้ว ก็ได้อ้อนวอนต่อพระองค์ และสัญญาว่าจะแก้ไขบรรเทาเนื้อหาของประกาศคณะราษฎร... จึงสามารถเปลี่ยนพระราชประสงค์อย่างเด็ดเดี่ยวที่จะสละราชสมบัติ... เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้ทรงเปลี่ยนพระราชหฤทัยแล้ว พระองค์ได้เสนอว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระของร่างธรรมนูญ...
แต่ขอแก้ไขเรื่องเดียวที่ไม่มีความสำคัญเท่าใดนัก ซึ่งผู้นำคณะราษฎรก็ยอมรับ หลังจากนั้นได้ทรงหยิบปากกาขึ้นอย่างช้าๆ และเขียนคำว่า "ชั่วคราว" ไว้ในย่อหน้าแรกของร่างธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน และทรงลงพระนาม..."
24 มิถุนายน 2548 เป็นปีที่ 73 ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ระยะทางและกาลเวลา ทำให้ทั้งข้อมูลและความจริงรางเลือน
จึงหวังว่า ข้อมูลของนายยาตาเบ ใน "ศิลปวัฒนธรรม" ฉบับมิถุนายน นี้ จะทำให้ภาพเหตุการณ์วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ของท่านคมชัดขึ้น
วิภา จิรภาไพศาล
มติชนรายวัน ประจำวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2548
มติชนรายวัน ประจำวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2548
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ยาตาเบ, ยาสุกิจิ. การปฎิวัติและการเปลี่ยนแปลงในประเทศสยาม: บันทึกของทูตญี่ปุ่นผู้เห็นเหตุการณ์ปฎิวัติ 2475. แปลโดย มูราชิมา, เออิจิ และ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. กรุงเทพฯ : มติชน, 2550. แนะนำโดย ดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค สก. "...นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการ "ชำระประวัติศาสตร์" โดยกาลเวลาอย่างหนึ่ง กล่าวคือบทบาทในการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติของคนบางคน ต้องอาศัยเวลาที่ยาวนานเป็นเครื่องพิสูจน์กว่าจะคลี่คลายและตกผลึก..."
ผม เพิ่งได้อ่านหนังสือเรื่อง "การปฏิวัติ และการเปลี่ยนแปลงในประเทศสยาม" เขียนโดย ยาสุกิจิ ยาตาเบ หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าในแง่การเล่าถึงประสบการณ์ตรงของผู้เขียน ซึ่งเดินทางมาทำหน้าที่ ในตำแหน่งเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
การอ่านจะได้ประโยชน์มากถ้าผู้ อ่านได้อ่านหนังสือที่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้มา ก่อนจากหลายๆ แหล่ง และเห็นภาพของเหตุการณ์อยู่ก่อนแล้ว หนังสือเล่มนี้ จะให้ข้อมูลที่เป็นอีกภาพหนึ่งซ้อนทับเข้าไป ทำให้ภาพที่เห็นปะติดปะต่อเข้าด้วยกันเป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์มากขึ้น(แม้ ว่าข้อมูลไม่น้อยในหนังสือเล่มนี้ อ้างมาจากเอกสารของไทยเอง ด้วยเหตุผลในการแปล)
อีกประการหนึ่งผู้เขียนเป็นชาวต่างชาติ ไม่จำเป็นต้องหวั่นเกรงอิทธิพลของผู้ใดในเมืองไทย จึงนำเสนอความคิดของตนได้อย่างตรงไปตรงมาตามที่คิด สิ่งที่เห็นค่อนข้างเด่นชัดคือ สถานะของนายปรีดี พนมยงค์ในเวลานั้นซึ่งยังไม่ได้รับการยอมรับนักคือถูกมองว่าเป็นกลุ่มพวกหัว รุนแรง (ไม่แน่ใจว่าในต้นฉบับใช้คำว่า kageki-ha หรือ taka-ha) หากเปรียบเทียบกับทัศนคติในสมัยนี้อาจรู้สึกว่าไม่เหมือนกันนัก นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการ "ชำระประวัติศาสตร์" โดยกาลเวลาอย่างหนึ่ง กล่าวคือบทบาทในการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติของคนบางคน ต้องอาศัยเวลาที่ยาวนานเป็นเครื่องพิสูจน์กว่าจะคลี่คลายและตกผลึก
อีก ประเด็นหนึ่งคือ สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยในช่วงเวลานั้นไม่ได้สูงส่ง หรือมั่นคง หากเทียบกับปัจจุบันนี้ ซึ่งก็คงเนื่องมาจากความผันผวนของสภาพแวดล้อมทางการเมืองในเวลานั้น ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ประเด็นนี้ถ้าได้ลองอ่านเรื่อง Revolutionary King ก็จะยิ่งเห็นภาพชัดเจนขึ้น
น่าชื่นชมสำหรับชาว ญี่ปุ่นที่มีนักการทูตที่เกาะติดกับเหตุการณ์วงใน และสามารถวิเคราะห์ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างละเอียด กลายเป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ทั้งกับไทยและญี่ปุ่น (ในสมัยนั้นคงมีประโยชน์กับญี่ปุ่นมากกว่า) เวลานี้หน่วยงานของญี่ปุ่นในเมืองไทยเช่น สถานทูต, JETRO, JBIC ก็ทำหน้าที่ด้านข่าวกรองเช่นนี้อยู่ให้กับประเทศแม่ของเขาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเรื่องชวนคิดว่า บุคลากรระดับชั้นนำของไทย จะทำหน้าที่ด้านข่าวกรองระหว่างประเทศให้กับประเทศไทย เช่นนี้ได้มากน้อยเพียงใด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น