วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

หนังสือ เบื้องหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕

เบื้องหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕
พิมพ์ครั้งแรกในสุภาพบุรุษ ปี ๒๔๘๔
กุหลาบ สายประดิษฐ์
(นามปากกา ศรีบูรพา) 

หนังสือ เบื้องหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ จัดเป็นเอกสารหลักฐานทาง
 ประวัติศาสตร์ ที่ผู้เขียนได้นำพฤติการณ์ของการปฏิวัติมาเรียบเรียง เพื่อเป็นข้อ
 ตักเตือนแก่นักปฏิวัติกลุ่มหนึ่งที่ถืออำนาจการปกครองในสมัยนั้น  
 
  เบื้องหลังการปฎิวัติ เป็นหนังสือ ที่ผู้เขียนเขียนเพื่อเป็นการต่อต้าน
 ความคิดที่จะตั้งตนเป็นผู้เผด็จการของจอมพล ป. พิบูลสงครามโดยตรง  จอม
 พล ป. พยายามปฏิบัติการ "จองเวร" ผู้เขียน อย่างที่เรียกว่า "กัดไม่ยอมปล่อย" 
 ทีเดียว ในขั้นแรก จอมพล ป. ได้พยายามเข้าพบพระยาพหลฯ อ้างเหตุนั้นเหตุนี้
 เพื่อให้เรื่องนี้ระงับ ครั้งผู้เขียน ซึ่งอยู่ในฐานะนักหนังสือพิมพ์ เขียนชี้แจงในหนัง
 สือพิมพ์สุภาพบุรุษ  จอมพล ป. ยิ่งเดือนร้อนรำคาญใจ ถึงขนาดใช้ให้โฆษกประจำ
 ตัวของตนคือ นายมั่นนายคง ออกโรงโจมตีในรายการสนทนา  นายมั่นนายคงทาง
 วิทยุกระจายเสียง

  แม้ว่าการโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียง จะได้เปรียบกว่าการลงพิมพ์
 ในหนังสือพิมพ์รายวัน  แต่เหตุผลที่ผู้เขียนตอบโต้นั้นเหนือกว่า นายมั่นนายคง
 มาก ผลก็คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึงยี่สิบกว่าคนเข้าชื่อกันทำหนังสือถึง
 จอมพล ป. พิบูลสงครามในฐานะนายกรัฐมนตรี ถามถึงเหตุผลต้นปลายในการที่
 สถานีวิทยุของรัฐบาลออกโรงตอบโต้หรือที่ถูกโจมตีองค์การของเอกชน

  จะอย่างไรก็ตาม เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงครามพยายามกระทำการ
 นานาประการ เพื่อที่จะได้เป็นผู้เผด็จการสมตามความทะเยอทะยานของตน ผู้
 เขียนในฐานะนักหนังสือพิมพ์ ก็ยิ่งมีบทบาทต่อต้าน อาทิ การบังคับให้ประชาชน 
 แต่งการตามแบบที่ตนเข้าใจเอาเองว่า เป็นการแสดงถึงความเป็นอารยชนของคน
 ไทย เช่น บังคับผู้หญิงไทยให้เลิกนุ่งผ้าโจงกระเบน ให้นุ่งกระโปรง ฯลฯ ผู้เขียน
 ก็คัดค้านอีก  ถือว่า เป็นการละเมิดเสรีภาพส่วนบุคคลของคนเรา ยังผลให้จอมพล
 ป.  ถึงกับเขียนจดหมายไปถึงเป็นการส่วนตัวที่ผู้เขียนเล่าไว้ว่า  เป็นการแสดง
 อัธยาศัยไมตรีอันดี แต่แล้วเมื่อจอมพล ป. พิบูลสงครามตั้งตนเป็นผู้เผด็จการ
 เบ็ดเสร็จได้สำเร็จแล้ว ถึงขนาดบังคับให้หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับในประเทศ
 ลงพิมพ์ข้อความตัวโตในหน้าหนึ่งว่า เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย  แล้วต่อมาในวันที่ ๑๗ 
 มกราคม ๒๔๘๕  ผู้เขียนก็ถูกจับในข้อหากระทำความผิดฐานเป็นกบฏภายในราช
 อาณาจักร

หนังสือ ปัญญาวิวัฒน์

ปัญญาวิวัฒน์
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๕๐๗
พันเอกสมัคร บุราวาศ
(พ.ศ.๒๔๕๙ - ๒๕๑๘)

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว Perry Anderson มาร์กซิสต์ชาวอังกฤษ ได้
 เคยกล่าวถึง Karl Kautsky นักคิด นักเขียนชาวเยอรมันในบทความ 'Arguments
 within English Marxism' ของเขาไว้ว่า Kautsky เขียนหนังสือเรื่อง The Materialist 
 Conception of History ตั้งแต่เรื่องราวของโปรโตซัว ไปตลอดกระทั่งถึงรูปแบบรัฐ
 ในอนาคต ซึ่งมีความหมายว่า Kautsky มีความเข้าใจดีเกี่ยวกับความเกี่ยวพันของ
 สรรพสิ่งในโลก คงจะมีผู้อ่านชาวไทยน้อยคนที่จะได้ทราบว่า ในบรรณพิภพของ
 เรามีหนังสือชนิดเดียวกันนี้ เขียนโดยนักคิดนักเขียนคนสำคัญ สมัคร บุราวาศ 
 โดยที่ใช้ทัศนะในการพิจารณาวิวัฒนาการสังคมมนุษย์จากพื้นฐานทฤษฎีเดียวกัน
 กับ Karl Kautsky นั่นเอง และเขาตั้งชื่อหนังสือชุดนี้ว่า ปัญญาวิวัฒน์

  สมัคร บุราวาศ ผู้เขียน ปัญญาวิวัฒน์ เป็นอัจฉริยบุคคลผู้หนึ่ง เมื่อ
 อายุ ๑๗ ปีเขาสอบได้ที่ ๑ ของประเทศ ในขณะเรียนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 และ ๑ ปีต่อมาเขาสอบชิงทุนการศึกษาต่างประเทศได้เป็นที่ ๑ อีก สุดท้ายได้รับ
 ปริญญา B.Sc. (First Class Hon. Lond) เป็นอันดับ ๑ ของราชวิทยาลัยการเมือง
 จากประเทศอังกฤษ  สมัคร บุราวาศ เขียนหนังสือ ๒ เล่มแรกในชีวิตของเขาในขณะ
 ที่อายุเพียง ๑๗-๑๘ ปี ได้แก่ พุทธปรัชญาอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์  และเล่มที่สอง
 คือ วิทยาศาสตร์ของภาษาไทย จัดพิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ หนังสือทั้งสองเล่มนี้
 แสดงให้เห็นองค์ความรู้อันลุ่มลึกและกว้างขวางของสมัคร บุราวาศ  สำหรับเล่ม
 หลัง เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ผู้เขียนคำนำของหนังสือถึงกับกล่าวยกย่อง
 เขาไว้ว่า

  "บุคคลผู้นี้ในอนาคตจะเป็นนักปราชญ์"
 
  พื้นฐานความคิดของสมัคร บุราวาศ ได้รับการวางรากฐานและเติบโต
 ขึ้นมาด้วยทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษา และวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ซึ่งรุ่งเรืองอยู่ในคริสต์
 ทศวรรษ ๑๙๓๐ ในเวลาดังกล่าวนั้นทั่วทั้งโลกก้าวพ้นจากอิทธิพลสำนักคิดจิตนิยม
 เข้าสู่สำนึกคิดใหม่ที่เชื่อว่า  สสารเป็นธาตุแท้ของจักรวาล  นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญๆ 
 ของอังกฤษในเวลาที่สมัคร บุราวาศ ศึกษาอยู่ที่นั่น ล้วนแต่อยู่ในแนวโน้มของชาว
 มาร์กซิสต์ฝ่ายซ้าย เช่น นักฟิสิกส์ผู้มีชื่อเสียงอย่าง A.B.S Halden J.D. Bernal 
 Sage และ Rodney Hilton เป็นต้น  ล้วนแต่กำลังผลิตงานด้านวิทยาศาสตร์บนพื้น
 ฐานทฤษฎีใหม่ของวัตถุนิยมวิภาษ  วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ทุกคนที่กล่าวมานี้อยู่ใน
 ขบวนการเคลื่อนไหวของมาร์กซิสม์ ซึ่งกำลังเฟื่องฟูยิ่งในเคมบริดจ์ และเช่นเดียวกัน   
 ในระยะนี้ในสายสังคมศาสตร์ก็มีผลงานของ  Christopher Hill, E.J.Hobsbawm, 
 E.P.Thomson และ Arnold Toynbee เป็นต้น ซึ่งอธิบายพัฒนาการสังคมมนุษย์ 
 ด้วยทฤษฎีที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

  หัวใจของไดอะเลกติค และวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ที่สมัคร บุราวาศใช้นั้น
 เชื่อว่า สรรพสิ่งในสังคมดำเนินไปด้วยเหตุที่มีความขัดแย้ง จึงมีการเปลี่ยนแปลง มี
 พัฒนาการ และมีวิวัฒนาการ  จากการศึกษาการเปลี่ยนแปลง ทั้งในธรรมชาติ และใน
 สังคมมนุษย์ ทฤษฎีใหม่นี้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทางปริมาณจะนำไปสู่ การเปลี่ยน
 แปลงทางคุณภาพ F. Engels ผู้บุกเบิกคนหนึ่งของทฤษฎีนี้กล่าวว่า มีสาเหตุทาง
 วัตถุเสมอในวิวัฒนาการทุกอย่างของสังคม  และเขาได้มองเห็นวิวัฒนาการของสสาร
 ดำเนินมาเป็นขั้นๆ จากสภาพหมอกธาตุไปสู่ดาวพระเคราะห์จากสารอนินทรีย์ ในดาว
 พระเคราะห์ไปเป็นพืช จากพืชไปเป็นสัตว์ และจากสัตว์ไปเป็นมนุษย์ ทีนี้มนุษย์ก็เข้า
 สัมพันธ์กันเป็นสังคม แบบต่างๆ ต้นเหตุแห่งความสัมพันธ์อยู่ที่แบบวิธีในการผลิต
 ของกินของใช้  ในขั้นเก็บหาอาหารจากธรรมชาติ มนุษย์มีเครื่องมือหินเพียงหยาบๆ 
 และอยู่กันเป็นครอบครัวเล็กๆ ต่อมามนุษย์ร่วมกันผลิตและอยู่กันเป็นครัวเรือนใหญ่ๆ 
 ที่เรียกว่าชุมชนบุพกาล ถัดไปอีกก็เกิดความสัมพันธ์ในการผลิตแบบทาสและนายทาส  
 ก่อให้เกิดสังคมศักดินา ความสัมพันธ์ในการผลิตเป็นแบบเจ้าที่ดินกับชาวนา  แต่คน
 สองพวกนี้ขัดแย้งกันเป็นเหตุให้เกิดสังคมทุนนิยมและให้กำเนิดชนชั้นกรรมกรกับนาย
 ทุนขึ้น  และมีความขัดแย้งกัน  สมัคร บุราวาส มีความเห็นพ้องกับทฤษฎีนี้อย่างยิ่ง ใน
 งานค้นคว้าเรื่อง ปัญญาวิวัฒน์ นี้ เขาได้กล่าวถึงกำเนิดและวิวัฒนาการแห่งปัญญา
 ของมนุษยชาติในอดีตโดยอาศัยหลักการพื้นฐานของทฤษฎีที่กล่าวมานี้ หนังสืออ้างอิง
 ที่เป็นหลักสำคัญที่เขาใช้ศึกษาค้นคว้าสำหรับ 'ปัญญาวิวัฒน์' ก็บ่งชี้ว่าเขาเดินมาตาม
 แนวทางนี้ ได้แก่ หนังสือชื่อ 'Origin of Families' และ 'Dialactic of Nature' ของ 
 F. Engels และ 'Capitalism' ของ Karl Marx เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านจะไม่ได้พบ
 รายชื่อหนังสือทั้ง ๓ เล่มนี้ในรายการอ้างอิงท้ายเล่มของ "ปัญญาวิวัฒน์" แม้จะได้พบ
 ว่าเขาอ้างถึงมันเสมอขณะบรรยายวิวัฒนาการสังคมในเล่ม ก็เพราะว่าสภาพสังคมไทย
 ในเวลานั้นไม่เปิดโอกาสให้การเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยของความคิดทางสังคมของ 
 "ฝ่ายซ้าย" และไม่เปิดโอกาสให้เขาได้อ้างอิงหนังสือของสำนักนี้อย่างเปิดเผยไว้ใน
 บรรณานุกรมอีกหลายเล่มอีกด้วย

  แม้ว่าจะมีหนังสือเกี่ยวกับวิวัฒนาการสังคมในแนวก้าวหน้าหลายเล่ม ถูก
 ผลิตออกมาในวงการหนังสือของไทยโดยเฉพาะในยุค ๒๕๐๐ เช่น งานของ  จิตร 
 ภูมิศักดิ์  กุหลาบ สายประดิษฐ์ และคนอื่นๆ  แต่ ปัญญาวิวัฒน์ ตีวงการ ศึกษากว้าง
 กว่านั้นมาก เพราะสมัคร บุราวาศ มีความสนใจหรือมีพื้นทางความรู้วิทยาศาสตร์ดีมาก 
 ดังนั้นเขาไม่เพียงแต่อธิบายวิวัฒนาการทางปัญญาของมนุษย์ด้านสังคม แต่ยังขยาย
 ออกไปถึงวิทยาศาสตร์ทุกสาขา และชี้ให้เห็นความเกี่ยวข้องของวิวัฒนาการความรู้
 ทั้งสองด้านอย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้แม้ผู้ที่สนใจการเมือง ไม่สนใจวัตถุนิยม 
 ประวัติศาสตร์ หรือวัตถุนิยม ก็ยังควรอ่านหนังสือเล่มนี้

  หนังสือชุด ปัญญาวิวัฒน์ ได้แสดงภาพวิวัฒนาการของมนุษย์นับจาก
 อดีตจนถึงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คือราวคริสต์ทศวรรษ ๑๙๖๐ เริ่มต้นตั้ง
 แต่ยุคที่กำเนิดปฐมมนุษย์ในแอฟริกาและชวาไปจนถึงสมัยปรมาณู ซึ่งระบบทุนนิยม
 กับระบบสังคมนิยมกำลังขับเคี่ยวกันอย่างรุนแรงทุกด้าน
 
  สมัคร บุราวาส เป็นผู้มีความเห็นว่าพัฒนาการของปัญญาเป็นผลิตผล
 ของมนุษยชาติทั้งมวล มิใช่เกิดมาจากจอมปราชญ์  ดังนั้น เขาจึงได้สร้างข้อตกลง
 ขึ้นก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาในการบรรยาย "ปัญญาวิวัฒน์" ว่า  "ความรู้ทั้งปวงได้มาจาก
 การรับรู้โดยอาศัยผัสสะกับโลกภายนอก...ความรู้เกิดขึ้นระหว่างความจัดเจน ในการ
 ต่อสู้ ดิ้นรนเพื่อชีวิตของมนุษย์โบราณ หาใช่เกิดจากความดลใจของพระเป็นเจ้า
 อย่างใดไม่" (หน้า ๑๑) จุดเน้นของเขาในข้อนี้ได้ถูกย้ำไว้ เพราะเขาต้องการจะ
 อธิบายว่า  วิวัฒนาการแห่งปัญญาของมนุษย์ในความหมายของเขาเกิดจากน้ำมือ
 ของมนุษย์เอง  จุดยืนเช่นนี้ยังได้ถูกประกาศไว้ด้วยในคำปรารภในการพิมพ์ครั้งที่ ๑
 ความว่า
  
            "ประวัติศาสตร์นี้   หมายกล่าวถึงประวัติาสตร์ของสังคมของ
  ธรรมชาติของมหาบุรุษ ของเศรษฐกิจ ของการผลิตปัจจับแห่งชีวิต ไม่
  ได้ หมายถึงพงศาวดาร หรือนิยายปรัมปรา ซึ่งว่าด้วยพระมหากษัตริย์ 
  หรือประมุขของเผ่าชนเป็นส่วนใหญ่" (คำปรารภ)
  
  สมัคร บุราวาศ ได้ทำการศึกษาและอธิบายสังคมของคนป่า  ของพวก
 อารยชนในสังคม  บุพกาล ของมนุษย์ในสมัยที่อารยธรรมโบราณตามลุ่มน้ำสำคัญ
 ได้ลงรากฐานชัดเจน  จากนี้เจาะลึกลงไปวิเคราะห์สังคมสมัยอารยธรรมใหม่ของ
 กรีซ-โรมัน อินเดีย จีน  เขาวกกลับมาวิเคราะห์สังคมสมัยมืดมนทางปัญญา ระบบ
 ศักดินา  สมัยเรอเนสซองส์ จากนั้นก็เคลื่อนเข้าสู่ยุคสะสมทุน ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 
 แล้วเจาะลึกศึกษาวิวัฒนาการของความรู้ในศตวรรษที่ ๑๙ และ ๒๐ ตามลำดับ
 
  ไม่ใช่หนังสือของสมัคร บุราวาศ เล่มเดียวที่กล่าวถึงพัฒนาการของยุค
 ต่างๆ ดังที่กล่าวมานี้ แต่ในเวลานั้นจะมีก็แต่งานของเขาเพียงเล่มเดียวนี้เองที่ได้
 ตอบคำถามสำคัญๆ ที่น่าสนใจที่เหลือเกินสำหรับผู้แสวงหาความรู้อย่างเป็นระบบต่อ
 เนื่องบนพื้นฐานทฤษฎีเดียวกัน ต่อเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงของโลกธรรมชาติ กับ
 โลกทางสังคม เข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียว นอกจากนี้ยังมีแง่มุมของคำอธิบายที่อ่าน
 สนุก และฟังดูแปลกแทรกอยู่เสมอๆ อีกด้วย

  ดังเช่น สมัคร บุราวาศ ได้อธิบายที่มาของความคิดและความฝันไว้ว่า
    
           "สาเหตุของปัญญานี้คือการมีเวลาว่างสำหรับฝันและคิด ภายในถ้ำ
  อันปลอดจากอันตรายของลมฟ้าอากาศ เราจะเห็นได้ง่ายๆ ว่ามนุษย์บน
  ต้นไม้จะนอนไม่ค่อยหลับ เพราะต้องมีระวังลมพายุกับอันตรายนานับ
  ประการ ลมฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงเร็วในที่เปิดเผย จะทำให้จิตมนุษย์ 
  พะวักพะวงถึงร่างกายมากกว่าสิ่งอื่นใด แต่การพบเครื่องมือล่าสัตว์กับ
  วิธีทำไฟ ทำให้เขาเข้าไปอยู่ในถ้ำได้  ที่อยู่อาศัยใหม่นี้ทำให้เขาหลับและฝัน
  เป็นเรื่องเป็นราว ข้อนี้เองเป็นเหตุให้ชีวิตทางความคิดเกิดขึ้น" (หน้า ๒๓) 
 
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า สมัคร บุราวาศ เรียนมาด้านวิทยาศาสตร์ และมี
 ความรู้อย่างดีในสาขานั้น ด้วยเหตุนี้เขาสามารถนำเอาการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์
 และเทคโนโลยีมาประสานกับความรู้ทางสังคมศาสตร์ของมนุษย์อย่างน่าสนใจ เรา
 จึงได้เห็นภาพของการเคลื่อนไหวของสัมคมทุกยุคอย่างถี่ถ้วน ในทุกๆ แง่มุม  ไม่
 ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ เราจะเกิดภาพความรู้ได้อย่างชัดเจนว่า  
 การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ นำไปสู่การประดิษฐ์ที่สำคัญๆ เชื่อมโยงกับพัฒนาการ
 ของสังคมมนุษย์ในด้านชีวิตความเป็นอยู่ แล้วกระทบต่อวงการปรัชญา ศิลปะและ
 วรรณคดีอย่างกว้างขวาง จากนั้นตัวปรัชญา ศิลปะและวรรณคดีก็กลับมามีบท
 บาทเปลี่ยนแปลง หรือยกระดับสังคมและการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อีกไม่รู้จักจบ
 สิ้น  ไม่มีกระบวนการใดๆ แยกตัวอยู่โดดเดี่ยวไปจากอีกกระบวนการหนึ่งเลย
  
  สมัคร บุราวาศ ไม่เพียงแต่เขียนหนังสือด้วยความรู้อย่างลึกซึ้งเท่านั้น 
 เขายังเขียนหนังสืออ่านง่าย และเป็นรูปธรรมอย่างยิ่ง ข้อเขียนของเขาพุ่งตรงเข้า
 หาใจกลางของสาระที่ต้องการจะอธิบาย เป็นระบบ และอย่างมีลำดับขั้นตอน ตรรกะ
 ที่วางไว้ในการเขียนตั้งแต่บทแรกจนถึงบทสุดท้ายรัดกุม และแสดงความคลี่คลาย
 ของกระบวนความคิดที่เป็นเอกภาพ ไม่ใช่สิ่งง่ายเลยที่นักเขียนคนหนึ่งจะเข้าถึงและ
 อธิบายการเปลี่ยนแปลงที่เป็นหัวใจของยุคสมัยแต่ละระยะที่ผ่านมา และมองเห็นได้
 ว่ามันเกาะเกี่ยวกันอยู่อย่างไร  กับทั้งคลี่คลายออกไปสู่อีกสิ่งหนึ่งที่ใหม่กว่าเก่าได้
 อย่างไร  แต่สมัคร บุราวาศ  ทำได้อย่างดียิ่ง  นักศึกษาผู้ซึ่งได้เรียนวิวัฒนาการ
 ประวัติศาสตร์สังคมหรือวิทยาศาสตร์ เป็น "วิชา" ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี ๑ จนถึง
 ปีสุดท้าย ยังรู้สึกว่าแต่ละวิชาถูกตัดขาดออกจากกันระหว่างยุคต่อยุคและระหว่าง
 สังคมศาสตร์กับวิทยาศาสตร์จนทำให้ความรู้แยกย่อยกระจัดกระจายเหลือเกิน อาจ
 จะลองอ่านหนังสือของสมัคร บุราวาศเล่มนี้ดู  ในที่นี่จะขอยกเป็น  ตัวอย่างดังเมื่อ
 เขาอธิบายถึงวรรณคดีและศิลปะต้นศตวรรษที่ ๒๐ ดังนี้
  
           "เนื่องจากเกิดวิทยุ ภาพยนตร์ วิทยุโทรภาพและเกิดการพิมพ์
  สีมากกว่าสามสีขึ้น ศิลปะในศตวรรษนี้จึงก้าวไปในทางแพร่หลายไปสู่
  ประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะภาพยนตร์นั้นกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ
  ชีวิตไป สำหรับศิลปะในการแสดงภาพยนตร์นั้น เราพบว่ามีการแสดง
  เรื่องเลียนชีวิตจริงมากขึ้น และเป็นที่นิยมของประชาชนด้วน ศิลปะ
  ใหม่ในภาพยนตร์ คือลีลาใต้น้ำและเรื่องใต้ทะเล ซึ่งในครั้งก่อนไม่มีผู้
  ใดสามารถนำมาแสดงได้เลย การเขียนเรื่องการ์ตูนมีดนตรีประกอบ
  ก็เป็นศิลปะใหม่อันยากยิ่ง และต้องการทั้งศิลปะและเทคนิคอย่างสูง
  ในการ ซิ่งเครอะไนซ์ Synchronize ภาพและเสียง ละครลดความนิยม
  ลงไปบ้าง แต่มีการก้าวหน้าในทางจัดฉากให้ดูจริงจังมากขึ้น เนื่องจาก
  เกิดวิทยุ โทรทัศน์ จึงเกิดศิลปะใหม่ในการแสดงละครส่งโทรทัศน์ ละคร
  วิทยุ และวิธีเผยแพร่ความคิดทางวิทยุก็เป็นศิลปะเกิดใหม่ในสมัยนี้"

            "ในทางสถาปัตยกรรม เราเริ่มละทิ้งศิลปะโบราณ มายึดถือศิลปะ
  ใหม่ ซึ่งง่ายต่อการก่อสร้าง และซึ่งทุกส่วนมีความจำเป็นต้องใช้ การจัด
  ระบายอากาศและสาดแสงสว่างก็ได้ปรับปรุงดีกว่าเดิม การตกแต่งภายใน
  ก้าวหน้าไปสู่ขั้นใหม่ เพราะมีวิทยุและตู้เย็น มาประกอบเป็นเครื่องเรือน
  ด้วน ตู้และห้องหนังสือขณะนี้ ก็เป็นส่วนของสถาปัตยกรรมใหม่ ครัวได้รับ
  การตกแต่งและออกแบบใหม่ เพราะเกิดเครื่องครัวใหม่ๆ ขึ้น การจัดห้อง
  ได้รับการพิจารณาให้เดินไปมาหาสู่กันได้สะดวกเพราะว่าสถาปัตยกรรม
  ในขณะนี้ไม่ได้กระทำเพื่อความงามอย่างเดียว หากกระทำเพื่อสุขภาพ
  และประโยชน์อย่างสูงสุดด้วย การทำบริเวณบ้านและการเลือกที่ตั้งบ้านให้
  รับกับภูมิประเทศก็เป็นสถาปัตยกรรมใหม่ กระจกถูกใช้มากขึ้นเพื่อแสง
  สว่าง และจึงเกิดการประดิษฐ์มู่ลี่ประกอบด้วย"

            "วรรณคดีร้อยกรองหายากเข้า และนับได้ว่าสูญสิ้นไปแล้ว ร้อยแก้ว
  ได้เข้ามาแทนที่อย่างสมบูรณ์ ได้เกิดนักเขียนมีชื่อ เช่น เบอนาร์ด ชอว์,
  (Bernard Shaw) ซึ่งเขียนละครเยาะเย้ยสังคมและชีวิตของชนชั้นกลาง
  เอช.จี.  เวลลส์,  (H.G. Wells)  ก็เขียนนวนิยายแบบโรแมนติซิสซึม,
  (Romanticism) ทางวิทยาศาสตร์  ทั้งนี้ก็โดยได้ศึกษาวิทยาศาสตร์และ
  มองเห็นอนาคต เขาเป็นคนหนึ่งในจำนวนไม่กี่คน ที่ทำให้วิทยาการง่าย
  ลง โดยใช้วิธีอธิบายตามสำนวนการประพันธ์ ศิลปะในการสอนวิชาวิทยา
  ศาสตร์ให้เข้าใจได้ง่ายจึงเกิดขึ้น และจินตนิยายวิทยาศาสตร์ ก็เป็นการ
  กระทำอย่างหนึ่งในศิลปะใหม่นี้  อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากพลังของ
  ประชาชนได้เกิดในประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลก  วรรณคดีสัจนิยมจึงก้าว
  มาสู่แนวหน้า แล้ววรรณคดีแบบจินตนิยมได้กลายเป็นเรื่องของเด็กๆ ไป
  ร้อยกรองตามวรรณคดีแบบสัจนิยมก็เกิดขึ้นมาอีก และมีหวังจะเฟื่องฟู
  ต่อไปเนื่องจากเกิดวีรกรรมของประชาชนขึ้นในประเทศต่างๆ" (หน้า
  ๑๔๗๒ - ๑๔๗๕) 
 
  เมื่ออ่าน "ปัญญาวิวัฒน์" จบลง ก็รู้สึกต่อไปอีกว่า สมัคร บุราวาศ ไม่เพียง
 แต่เป็นนักคิด นักเขียน นักวิชาการที่ให้ความสำคัญกับความรู้แบบวิทยาศาสตร์เท่านั้น  
 เขายังเข้าถึงองค์ความรู้หรือจิตวิญญาณของโลกตะวันออกอย่างลึกซึ้งด้วย การ
 วิเคราะห์ของเขาในแต่ละตอน แสดงให้เห็นว่าเขาศึกษาความรู้ตะวันออกไม่น้อย ขณะ
 ที่กล่าวถึงต้นกำเนิดชนชาติขึ้น  เขาอ้างอิงถึงนิยายปรัมปราของจีนเรื่อง "ไคเภ็ก" 
 เพื่ออธิบายยุคที่มนุษย์ยังนับถือมารดาเป็นใหญ่ว่า
  
          "เพียงอ่องสี ตี่อ่องสี  และยี่นอ่องสี  คนเหล่านี้เป็นประมุขของชาติ
  วงศ์ทั้งสิ้น  ในสมัยของยี่นอ่องสี ราษฎรรู้คุณมารดาแต่หารู้คุณบิดาไม่นี่
  แสดงถึงความเป็นอยู่ในชุมชนบุพกาลโดยแท้" (หน้า ๓๑๑)
  
  สมัคร บุราวาศ ได้เขียนไว้ด้วยว่า "เป็นที่น่าเสียดายที่นักวิทยาศาสตร์พวก
 นี้ไม่ได้สนใจถ่ายตำรับประวัติศาสตร์ของจีย, เล่มหนึ่ง, ชื่อว่า ไคเภ็ก เพราะผู้เขียน
 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าในบรรดาคัมภีร์อันเก่าแก่ของฮินดูหรือยิวก็ดี ตำราไคเภ็ก
 ของจีน เล่าถึงระยะแรกเริ่มของมนุษยชาติได้ตรงตามที่วิทยาศาสตร์ค้นพบ, อย่าง
 อัศจรรย์ที่สุด" (หน้า ๑๔๐)
 
  สมัคร บุราวาศ ใช้หนังสือจำนวนมากสำหรับการค้นคว้าเพื่อเขียนหนังสือ
 "ปัญญาวิวัฒน์" ซึ่งหนาถึง ๑,๖๑๖ หน้า ชุดนี้ นั้นก็ยังไม่สำคัญเท่ากับว่า แม้เขา
 จะใช้ความรู้ของต่างประเทศเป็นหลักในการอธิบายวิวัฒนาการของปัญญา
 มนุษยชาติ  แต่ความรู้ภายในหรือความเป็นปราชญ์ในตัวของเขานั้นเองได้
 แสดงออกมาอย่างชัดแจ้ง  จนไม่อาจกล่าวได้เลยว่า นี่เป็นการนำเอาตำราต่าง
 ประเทศหลายเล่มมาเรียบเรียงกันขึ้นใหม่ เพราะมันเป็นผลแห่งการตกผลึกของ
 องค์ความรู้สารพันรวมกับความหยั่งรู้ภายในของเขาเองมากกว่า
  
  สมัคร บุราวาศ เป็นเพียงนักคิด นักเขียนธรรมดาหรือ เปล่าเลย สมัคร
 บุราวาศ เป็นผู้ที่มีความคิดทางสังคม และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคมด้วย
 เมื่อสุภา ศิริมานนท์  บรรณาธิการ "อักษรสาส์น" ผู้บัดนี้วายชนม์ไปแล้วประกาศ
 ทางนิตนสาร "อักษรสาส์น" ในปี พ.ศ.๒๔๙๒ ว่า ต้องการนักแปลฝีมือดีผู้มี
 ความรู้ดีทางวิทยาศาสตร์มาแปลงานวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ของ เจ. วี สตาลิน
 ลงในหนังสืออักษรสาส์น สมัคร บุราวาศได้อาสาเข้ามาทำงานนี้โดยนามปากกา
 'ผู้ยิ่งน้อย' และยังเขียนแปลงานชิ้นอื่นๆ อีกโดยนามปากกา 'กัปตันสมุทร'
 ต่อมาเขาได้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคมต่อต้านสงครามเรียกร้องสันติภาพ
 จนถูกจับติดคุกบางขวางกรณีกบฏสันติภาพ รวมทั้งได้ไปกล่าวปาฐกถาพิเศษ
 ภาคฤดูร้อน ณ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองหลายคราว บทความ
 ของเขาได้ถูกนำลงตีพิมพ์รวมอยู่ในหนังสือ 'มหาชนทรรศนะ' ซึ่งขณะนี้คงกลาย
 เป็นหนังสือหายากไปแล้ว
 
  'ปัญญาวิวัฒน์' และหนังสือทุกเล่มของสมัคร บุราวาศ เป็นเสมอด้วยการ
 วางรากฐานความคิดทางปรัชญาให้แก่ประชาชน น่าเสียดายที่ผลงานของเขาถูก
 ลืมในสมัยต่อ ๆ มา ทั้งๆ ที่เป็นผลงานเลิศด้วยสติปัญญาทั้งสิ้น
 
  ผลงานศึกษาค้นคว้าชิ้นอื่นๆ ของสมัคร บุราวาศ ที่น่าติดตามอ่านได้แก่
 คำบรรยายวิชาปรัชญา ปรีชาญาณของสิทธัตถะ พัฒนาการแห่งพุทธปรัชญา
 ปัญญา และวัฒนธรรมไต-จีน เป็นต้น 

หนัสือ เบื้องหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕

เบื้องหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕
พิมพ์ครั้งแรกในสุภาพบุรุษ ปี ๒๔๘๔
กุหลาบ สายประดิษฐ์
(นามปากกา ศรีบูรพา) 
หนังสือ เบื้องหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ จัดเป็นเอกสารหลักฐานทาง
 ประวัติศาสตร์ ที่ผู้เขียนได้นำพฤติการณ์ของการปฏิวัติมาเรียบเรียง เพื่อเป็นข้อ
 ตักเตือนแก่นักปฏิวัติกลุ่มหนึ่งที่ถืออำนาจการปกครองในสมัยนั้น  
 
  เบื้องหลังการปฎิวัติ เป็นหนังสือ ที่ผู้เขียนเขียนเพื่อเป็นการต่อต้าน
 ความคิดที่จะตั้งตนเป็นผู้เผด็จการของจอมพล ป. พิบูลสงครามโดยตรง  จอม
 พล ป. พยายามปฏิบัติการ "จองเวร" ผู้เขียน อย่างที่เรียกว่า "กัดไม่ยอมปล่อย" 
 ทีเดียว ในขั้นแรก จอมพล ป. ได้พยายามเข้าพบพระยาพหลฯ อ้างเหตุนั้นเหตุนี้
 เพื่อให้เรื่องนี้ระงับ ครั้งผู้เขียน ซึ่งอยู่ในฐานะนักหนังสือพิมพ์ เขียนชี้แจงในหนัง
 สือพิมพ์สุภาพบุรุษ  จอมพล ป. ยิ่งเดือนร้อนรำคาญใจ ถึงขนาดใช้ให้โฆษกประจำ
 ตัวของตนคือ นายมั่นนายคง ออกโรงโจมตีในรายการสนทนา  นายมั่นนายคงทาง
 วิทยุกระจายเสียง

  แม้ว่าการโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียง จะได้เปรียบกว่าการลงพิมพ์
 ในหนังสือพิมพ์รายวัน  แต่เหตุผลที่ผู้เขียนตอบโต้นั้นเหนือกว่า นายมั่นนายคง
 มาก ผลก็คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึงยี่สิบกว่าคนเข้าชื่อกันทำหนังสือถึง
 จอมพล ป. พิบูลสงครามในฐานะนายกรัฐมนตรี ถามถึงเหตุผลต้นปลายในการที่
 สถานีวิทยุของรัฐบาลออกโรงตอบโต้หรือที่ถูกโจมตีองค์การของเอกชน

  จะอย่างไรก็ตาม เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงครามพยายามกระทำการ
 นานาประการ เพื่อที่จะได้เป็นผู้เผด็จการสมตามความทะเยอทะยานของตน ผู้
 เขียนในฐานะนักหนังสือพิมพ์ ก็ยิ่งมีบทบาทต่อต้าน อาทิ การบังคับให้ประชาชน 
 แต่งการตามแบบที่ตนเข้าใจเอาเองว่า เป็นการแสดงถึงความเป็นอารยชนของคน
 ไทย เช่น บังคับผู้หญิงไทยให้เลิกนุ่งผ้าโจงกระเบน ให้นุ่งกระโปรง ฯลฯ ผู้เขียน
 ก็คัดค้านอีก  ถือว่า เป็นการละเมิดเสรีภาพส่วนบุคคลของคนเรา ยังผลให้จอมพล
 ป.  ถึงกับเขียนจดหมายไปถึงเป็นการส่วนตัวที่ผู้เขียนเล่าไว้ว่า  เป็นการแสดง
 อัธยาศัยไมตรีอันดี แต่แล้วเมื่อจอมพล ป. พิบูลสงครามตั้งตนเป็นผู้เผด็จการ
 เบ็ดเสร็จได้สำเร็จแล้ว ถึงขนาดบังคับให้หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับในประเทศ
 ลงพิมพ์ข้อความตัวโตในหน้าหนึ่งว่า เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย  แล้วต่อมาในวันที่ ๑๗ 
 มกราคม ๒๔๘๕  ผู้เขียนก็ถูกจับในข้อหากระทำความผิดฐานเป็นกบฏภายในราช
 อาณาจักร

หนังสือ กบฏ ร.ศ. ๑๓๐

กบฏ ร.ศ. ๑๓๐
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๕๐๓
(ฉบับที่ใช้ในการแนะนำ คือ ฉบับที่พิมพ์ครั้งที่ ๕
พ.ศ. ๒๕๑๙)
ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์, ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์

หนังสือกบฏ ร.ศ. ๑๓๐ เป็นเสมือนเอกสารทางประวัติศาสตร์
 ชั้นต้น เพราะเป็นบันทึกของผู้ที่สร้างประวัติศาสตร์ คือ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์
 เอง แม้จะมาเขียนภายหลังจากความทรงจำ ซึ่งอาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง 
 แต่ก็เป็นงานที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของนายทหารหนุ่มกลุ่มหนึ่ง
 ในสมัยรัชกาลที่ ๖  ได้อย่างดี
 
   "ทำแล้วอย่ากลัวจะชั่วหรือดี"
    คำขวัญของผู้ก่อการ ร.ศ. ๑๓๐
 
  กบฎ ร.ศ. ๑๓๐ คือความพยายามของนายทหารรุ่นหนุ่มกลุ่มหนึ่ง 
 ในปี พ.ศ.๒๔๕๔ (ซึ่งถ้านับเป็นรัตนโกสินทร์ศกหรือ ร.ศ. คือ ๑๓๐) ที่จะคบ
 คิดกันยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินจากสมบูรณาญาสิทธิราช
 มาเป็นประชาธิปไตย นอกจากอุดมการณ์ทางความคิดที่ต้องการให้ประเทศไทย
 เจริญก้าวหน้าแล้ว ยังมีสาเหตุเสริมมาจากความรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมและ
 ความรู้สึกว่าสถาบันทหารถูกทำลายเกียรติภูมิ จากการที่พระบาทสมเด็จพระมง
 กุฎเกล้าฯ เมื่อครั้งที่ยังทรงเป็นพระยุพราช ได้ทรงสั่งโบยทหารผู้หนึ่งคือ 
 ร.อ.โสม ที่มีเรื่องกับ "มหาดเล็กสมเด็จพระบรมฯ" และการที่ทรงตั้งกองเสือ
 ป่าขึ้นมามีลักษณะซ้ำซ้อนกับทหารและยังแสดงความโปรดปรานกองเสือป่า
 เป็นพิเศษ  ทำให้เกิดเป็นชนวนสำคัญ "กลายเป็นไฟลามทุ่งแห่งความรู้สึกของ
 พวกมันสมองปฏิวัติขึ้นบ้าง" (หน้า ๘)

  การที่นายทหารหนุ่มในยุคนี้เป็นผลผลิตของสังคมที่ก้าวสู่สมัยใหม่
 มีสำนึกรับรู้ มีแบบอย่างของ "ความมีอารยะ" "ความทันสมัย" จึงมีความรู้สึกต่อ
 ต้านการที่รัชกาลที่ ๖ ทรงสั่งลงโทษนายทหาร คือ ร.อ.โสม ที่มีกรณีวิวาทกับ
 มหาดเล็กของพระองค์ด้วยการ "เฆี่ยนตี" หรือ "การโบย" นายทหารหนุ่มถือว่า
 เป็นวิธีการลงโทษที่ "ป่าเถื่อน" โดยเห็นว่าน่าจะใช้วิธีการทางกฎหมายซึ่งมีอยู่แล้ว
 ในขณะนั้นมากกว่า สำนึกดังกล่าวนี้ไม่ปรากฎเพียงเฉพาะกรณีโบย ร.อ.โสม เท่า
 นั้น แต่ยังปรากฏในกรณีของ ร.ท.แม้น สังขวิจิตร ผู้ก่อการ ร.ศ.๑๓๐ ผู้หนึ่ง
 ที่เมื่อทราบข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงพระพิโรธที่ตนเป็นหนึ่งใน
 คณะผู้ก่อการกบฏเพราะเป็น "ศิษย์แท้ๆ" (หน้า ๑๐๗) ของพระองค์ ดังนั้น "ก็
 ต้องเฆี่ยนหลังมันเสีย" (หน้า ๑๐๗) ร.ท.แม้น กลัดกลุ้มใจมาก พยายามให้บิดา
 ของตนวิ่งเต้นไม่ให้ถูกเฆี่ยน เพราะเขารู้สึกว่า
 
          "...การเฆี่ยนหลังเป็นการเสื่อมเสียเกียรติของชาติชายนักรบ
  ตลอดทั้งวงศ์ตระกูลด้วย...แม้แต่จะลงพระอาญาประหารชีวิต เขาก็
  ไม่ทุกข์เท่ากับถูกเฆี่ยนหลังเลย..." (หน้า ๑๐๗)
 
  ผู้ก่อการ ร.ศ.๑๓๐ เป็นกลุ่มนายทหารหนุ่มผู้ที่มีความรักชาติ พวกเขา
 เห็นว่า ระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทำให้สังคมไทยกลายเป็น
 สังคมที่ล้าหลัง ชาวชนบทยากจน  มีชีวิตที่แร้นแค้น การได้รับรู้ข่าวสารการปฏิรูป
 ของประเทศในแถบเอเชีย มีส่วนปลุกให้พวกเขาเกิดความเร่าร้อนต้องการเปลี่ยน
 แปลงสังคม เพราะเขาเห็นโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่นแล้ว ปรากฏ
 ว่า ญี่ปุ่นมีความเจริญรุดหน้าประเทศไทยไปอย่างมากทั้งๆ ที่
 
           "เคยเดินเคียงคู่มากันแท้ๆ กับประเทศไทย...แต่ครั้นญี่ปุ่นเปลี่ยน
  ระบอบปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย
  ใต้กฎหมาย แล้วมิช้ามินานเท่าใดนัก ความเจริญก้าวหน้าก็วิ่งเข้ามาหา
  ประชาชาติของเขาอย่างรวดเร็ว จนเกินหน้าประเทศไทย อย่างไกลลิบ.."
  (หน้า ๑๑)
 
  ดังนั้น กลุ่มทหารหนุ่มจึงคิดว่าการแก้ปัญหาประเทศอยู่ที่ต้องแก้ที่การ
 เมือง คือ การล้มระบอบราชาธิปไตยให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญอย่างที่
 ปรากฏในญี่ปุ่นและจีน  จึงจะทำให้สังคมไทยก้าวหน้า ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์  ร.ต.
 จรูญ ษตะเมษ  ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ จึงเริ่มคิดเรื่อง "คอขาดบาดตาย" คือ การ
 ก่อการกบฏยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ซึ่งพวกเขาเห็นว่าบริหาร
 ราชการแผ่นดิน ดุจเอาประเทศเป็นของเล่น "ตุ๊กตา" (หน้า ๑๑๗) คณะก่อการถือ
 ว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเพราะ
 
  "หากไม่ช่วยกันทำขึ้นก็ใครคนมือเปล่าจะทำได้อย่างไร" (หน้า ๒๖)
  
  ในหนังสือ กบฏ ร.ศ.๑๓๐ บรรยายถึงการเริ่มต้นก่อกระแสความคิด และ
 วิธีการขยายสมาชิกของผู้ก่อการ จนได้สมาชิกหลายสิบคน โดยเฉพาะนายทหาร
 หนุ่มๆ ที่ "ใจร้อนที่ใคร่จะได้เห็นชาติภูมิของตนเจริญก้าวหน้าเทียบทันอารยประเทศ"
 แต่กระบวนการขยายสมาชิกและวางแผนการก็ดำเนินไปไม่ได้นาน เนื่องจากมีสมาชิก
 ผู้หนึ่งเกิดหักหลังกลุ่มผู้ก่อการด้วยการกราบทูลรายงานแผนการและชื่อผู้ก่อการ
 แก่ผู้บังคับบัญชาและความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ   ในหนังสือเล่ม
 นี้ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงนี้อย่างระทึกใจ โดยเฉพาะความพยายามของฝ่ายผู้ก่อ
 การเมื่อรู้ว่าความลับของตนถูกเปิดเผย  และอยู่ในภาวะคับขัน  พวกผู้ก่อการส่วน
 หนึ่งคิดที่จะต่อสู้ด้วยการวางแผนปฏิบัติการยึดอำนาจทันที แต่ "เสียงปืนใหญ่" ที่
 ใช้เป็นสัญญาณในการระดมพลรุกฮือขึ้นยึดอำนาจไม่อาจดังขึ้นมาได้ เพราะฝ่าย
 รัฐบาลได้ทำการจับกุมผู้ก่อการระดับหัวหน้าไว้ได้ก่อนอย่างชนิดคลาดกันแค่ "สาย
 ฟ้าแลบ" (หน้า ๖๖)

  เนื้อหาของหนังสือต่อจากนั้น เป็นเรื่องราวของการจับกุม การสอบ
 สวนและการถูกลงโทษ  ชีวิตในคุกของผู้ก่อการและเรื่องราวของนักโทษบางคน
 ที่น่าสนใจก็คือ การที่คณะผู้ก่อการกบฏ ร.ศ.๑๓๐ หลายคนได้ใช้เวลาในคุกเขียน
 บทความเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ โดยใช้นามแฝง จนถึงภาคปกิณกะ
 ที่ลงท้ายว่าผู้ที่เคย "ทรยศ" หักหลังกลุ่มผู้ก่อการนั้น ในที่สุดก็ได้รับชะตากรรม
 จากการกระทำของตน
 

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การเลี้ยงปูนิ่มในอ่างปูนซีเมนต์

ปู ทะเลเป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่า สัตว์น้ำประเภทอื่นๆ อีกทั้งคุณค่าโภชนาการ และเนื้อมีรสดี ทำให้ปูทะเลได้ รับความนิยมในการบริโภคสูง ดังนั้นความต้องการของตลาดจึงมีปริมาณมากขึ้น เป็นลำดับ การจับปูทะเลจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่เพียงพอตอบสนอง ความต้องการดังกล่าวได้ จึงได้มีการเพาะเลี้ยงปูทะเลขึ้น เพื่อให้ได้ปูทะเล ที่มีคุณภาพและปริมาณตามความต้องการ

เทคนิคการเลี้ยงปูนิ่มในบ่อซีเมนต์
วัสดุ/อุปกรณ์
1.บ่อซีเมนต์ขนาด 1.2 x 8 เมตร สูง 1.5 เมตร
2.เครื่องให้ออกซิเจน
3.ตะกร้าพลาสติก
4.ท่อ PVC ขนาด 2 นิ้ว สำหรับทำแพ
5.พันธุ์ปูทะเลขนาด 8 ตัวต่อกิโลกรัม (ซื้อได้จากชาวประมงพื้นบ้านในราคา กก.ละ 100 บาท)

การทำแพ
ตะกร้า ที่ใช้จะเป็นตะกร้าพลาสติกขนาดประมาณ 40 x 60 x 15 ซม. สำหรับแพ ใช้ท่อ PVC ขนาด 2 นิ้ว เป็นทุ่นรองรับพอดีกับตะกร้าเช่นเดียวกัน ซึ่งโดยทั่วไปใช้ตะกร้าครอบอีกใบหนึ่งเพื่อป้องกันแสงและความร้อน


การเลี้ยง
1.ใส่น้ำในบ่อซีเมนต์ ให้เต็มบ่อแล้วนำต้นกล้วยมาตัดเป็นท่อนๆ จากนั้นก็นำไปแช่ในบ่อไว้ 15 วัน (สองครั้ง) เพื่อเป็นการลดความเป็นกรด – ด่างของบ่อซีเมนต์ (บ่อใหม่)
2.นำต้นกล้วยออกทิ้งแล้วถ่ายน้ำออกจากนั้นก็ตากบ่อไว้ 7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรค
3.จากนั้นก็นำน้ำมาใส่บ่อให้สูงประมาณ 1 เมตร (ให้ออกซิเจนไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ ก่อนนำปูลงเลี้ยง)
4.นำท่อ PVC ที่เตรียมไว้มาประกอบเป็นแพใส่ในบ่อ
5.นำปูทะเลที่เตรียมไว้มาใส่ในตะกร้า จำนวน หนึ่งตัวต่อหนึ่งตะกร้า จากนั้นก็นำไปวางไว้ในแพ

การเร่งให้ปูลอกคราบ
ทำ ได้โดยเลือกปูตัวที่สมบูรณ์ได้ขนาดตัวละ 2 ขีด มาทำการตัดขาและก้ามออกให้หมดให้เหลือแต่กรรเชียงทั้งสองข้างเพื่อเป็นการ เร่งให้ปูลอกคราบเร็วขึ้น โดยหลังจากตัดขาแล้วประมาณ 20–25 วัน ปูก็จะลอกคราบ***

การให้อาหาร
นำปลาสีกุนหรือปลาไก่ มาสับเป็นชิ้นเล็กๆ โดยให้อาหารปู วันเว้นวัน ในตอนเช้า

การดูแลรักษา
1.ถ่ายน้ำเดือนละ 2 ครั้ง หรือเมื่อน้ำเริ่มเสีย
2.นำหอยแมลงภู่มาใส่ไว้ที่พื้นบ่อเพื่อให้หอยเป็นเครื่องกรองน้ำตามธรรมชาติ
3.คอย ตรวจเช็คทุก 3 ชั่วโมง เพื่อดูว่า ปูลอกคราบหรือไม่ สังเกตได้โดยการจะมีกระดองปู 2 กระดองใน 1 ตะกร้า แสดงว่ามีการลอกคราบ ก็จะได้ปูนิ่ม ซึ่งปูจะแข็งตัวภายใน 3 ชั่วโมง จะต้องรีบจับปูนิ่มขึ้นมา แล้วนำไปใส่ในถังน้ำจืด อย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อให้คลายความเค็ม เพื่อชะลอการแข็งตัวของกระดอง นำปูนิ่มไป ทำการคัดขนาดแล้วนำไปแช่ในตู้แช่แข็ง ก่อนส่งจำหน่ายต่อไป

การจำหน่าย
จะจำหน่ายที่บ้านโดยเลือกตัวที่นิ่มโตและได้ขนาดแล้ว จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 250 บาท

ข้อดีของการเลี้ยงปูนิ่มในบ่อซีเมนต์
1.ขั้นตอนการเลี้ยงไม่ยุ่งยาก
2.เป็นอาชีพเสริมที่ดีอีกอาชีพหนึ่งเพราะมีต้นทุนต่ำ

ที่มา...เกษตรแผ่นดินทอง

วิธีนี้ได้ผลดีมาก สามารถร่นระยะเวลาเลี้ยงจาก
รุ่นละ 25-30 วัน เหลือเพียง 20-25 วันต่อรุ่น อัตรารอด
ของปูแต่ละรุ่นก็สูงขึ้นถึง 80-95% สามารถประหยัดต้นทุน
ในการผลิตได้ถึง 15-20%


จากการบังคับให้ปูสลัดก้ามและขาทิ้งมาใช้วิธี
ควบคุมปัจจัยอื่น ๆ เช่น การเลือกขนาดและสภาพของปูที่
เหมาะสม ควบคุมความเค็ม อุณหภูมิ แสงและอาหาร เพื่อลด
การสูญเสียของปูที่เกิดจากกรรมวิธีในการบังคับให้ปูสละก้าม
และขาเดิน ก็ยังสามารถผลิตปูนิ่มได้ในระยะเวลาเท่ากัน คือ
ประมาณ 20-25 วัน


ชุดโครงการปู สำนักงานเครือข่ายวิจัยและพัฒนา
“อุตสาหกรรมพืชและสัตว์น้ำ สำนักงานกองทุนสนับสนุน
การวิจัย (สกว.)
สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาคารสถาบัน 3 ชั้น 9 ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10300
โทร. 02-218-8163 , โทรสาร 02-652-5066 กด 0
Email : banchongt@hotmail.com
www.thaicrab-trf.com


การจับปูที่มีข้างขึ้น ข้างแรม นั้นเป็นปัจจัยในการวางเครื่องมือ ในช่วงใหญ่ ประมาณ 14 ค่ำ ถึง 2 ค่ำ ช่วงนั้นน้ำจะเชี่ยวกราด อวนลอบปูจึงไม่สามารถทำประมงได้
ส่วนข้างขึ้นที่มีความสว่างมาก ทำให้ปูไม่ค่อยเข้าเครื่องมือประมงครับ
อันนี้เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านผสมวิทยาศาสตร์ครับ 

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ความรู้สึก สัญชาตญาณ และวิทยาศาสตร์

นักแข่งรถมอเตอร์ไซค์ ไม่รู้จักฟิสิกส์ แต่อาศัยความรู้สึกขณะขับขี่ แต่รู้จักฟิสิกส์ไว้บ้าง ก็จะรู้เทคนิคการขับเพิ่มขึ้น

การเดินบนถ่านไม้ร้อน(ต้องรอให้ไฟสงบก่อน ไม่ใช่เดินตอนไฟลุก) ความรู้สึกบอกเราบอกว่า ถ่านมันร้อน จนแดง แต่ทางวิทยาศาสตร์มีคำอธิบาย อุณหภูมิผิวถ่านด้านบน(ส่วนที่ยังเป็นสีดำอยู่) จะไม่ร้อน เพราะถ่านมีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันความร้อน ผิดกับด้านล่างจะร้อนมาก เมื่อเราใช้เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟาเรดวัดอุณหภูมิผิวด้านบน-ด้านล่าง เราจะเห็นความแตกต่างกันอย่างมาก เพราะฉะนั้นเราสามารถใช้มือจับถ่านร้อนที่ด้านบนได้ โดยที่เราไม่รู้สึกร้อนแต่อย่างไร

วิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องของความเป็นจริง เรื่องของข้อมูล การพิสูจน์ หลายครั้งมักจะขัดกับความรู้สึก สามัญสำนึกบ้าง (ซึ่งความรู้สึกมักจะอธิบายได้ยาก และถูกหลอก บิดเบือนได้) แต่ก็เพราะความรู้สึกว่าถ่านนั้นมันร้อน ซึ่งมันก็เป็นสัญชาตญาณการป้องกันตัว หรือความกลัว ก็ทำให้มนุษย์ยั้งคิด และรอดพ้นภัยอันตรายต่างๆ มาได้

ฉะนั้น ถ้าเรามีสติ ใช้ทั้งความรู้สึก สัญชาตญาณ และวิทยาศาสตร์ มันก็จะเป็นส่วนเสริมซึ่งกันและกัน พัฒนาปัญญาเราสูงขึ้น