วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เจ้าดารารัศมี

2440 เจ้าหลวงเชียงใหม่ องค์ที่ 7 เสีย
2451 เจ้าดารา ขอลากลับเชียงใหม่ เยี่ยมญาติ ร 5 แต่งตั้งให้เป็น พระราชชายา ซึ่งแต่เดิมมีเพียง 4 เท่านั้น เจ้้าดารา ให้เป็นพิเศษเป็นลำดับที่ 5 
   เยี่ยมญาติฝ่ายเหนือ ลำพูน ลำปาง ได้รวบรวมอัฐิ ที่กระจาย รวมไว้ที่วัดสวนดอก ร5 ได้สั่งใ้ห้สร้างเหรียญ กะไหล่เงิน ทอง มีอักษร อ ด ไคว้กัน แจกในงาน 


อยู่เชียงใหม่ได้ 6 เดือน 8 วัน เจ้าดาราก็กลับ กทม 
อยู่ กทม 5 ปี ในปี 2457 ลากลับ เชียงใหม่ เป็นการถาวร (ร 5 เสียแล้ว)
ที่เชียงใหม่ เจ้าดารา มีำตำหนัก 4 แห่ง 
คุ้มเจดีย์กิ่ว ปัจจุบันเป็นสถานกงศุล อเมริกา

คุ้มรินแก้ว เจ้าดาราเสียที่นี้ ด้วยโรคปอด
ตำหนักพระราชชายา ดอยสุเทพ ทำด้วยไม้ พังหมดแล้ว
ตำหนักดาราภิรมย์ (สวนเจ้าสบาย) ปัจจุบันยังอยู่ดี

พระเจ้าอินทวิชชานนท์ พระราชบิดา

 --------------------
เรื่องที่ไม่ปรากฏในจดหมายเหตุ  แต่ปรากฏในบรรดาเจ้านายฝ่ายเหนือในราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์และมหาชนชาวเหนือในภาคพายัพ
         พวกพม่า - ต่องซู่ – เงี้ยวคนเมืองขึ้นของอังกฤษลือกันทั่วนครเชียงใหม่  ว่าสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย  พระเจ้ากรุงอังกฤษ   ชาติมหาอำนาจทรงสู่ขอเจ้าหญิงดารารัศมี  ราชบุตรีเจ้านครเชียงใหม่  ไปเป็นพระราชธิดาบุญธรรมแล้วจะสถาปนาให้เป็นเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์อังกฤษเป็น  “ทายาทเจ้านครเชียงใหม่ “  ที่จะครองนครต่อไปในอนาคต
………………………………………………………………………

 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระปิยมหาราช  ทรงเตือนสติพระเจ้านายและพระสนมที่ไม่ประสงค์ดีต่อเจ้าหญิงดารารัศมี  ให้รำลึกถึงเจ้านายฝ่ายเหนือ  ที่จงรักภักดีต่อพระราชวงศ์จักรีมาแต่ต้นพระปฐมบรมวงศ์
ดารารัศมีชื่อก้องไปสู่พระราชสำนักพระเจ้ากรุงสยาม
         อันเรื่องราวเกี่ยวกับข่าวที่ทราบกันทั่วพระราชสำนักของพระเจ้ากรุงสยาม  ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่  5  ตรงกับ  พ.ศ. 2426  ติดต่อถึง  พ.ศ. 2427  เกี่ยวกับข่าวที่เรียกกันในสมัยนี้ว่า  ข่าวลือลั่นสนั่นเมืองนครเชียงใหม่  แล้วแพร่ออกไปตามหัวเมืองต่าง ๆ  ทางด้านมณฑลพายัพในครั้งกระนั้นว่า
สมเด็จพระบรมราชินีนาถวิคตอเรีย      กษัตริย์จักรพรรดินีของกรุงอังกฤษ     จะทรงขอรับเอาเจ้าหญิงดารารัศมี  พระราชบุตรีของพระเจ้าอินทวิไชยยานนท์     ไปเป็นพระราชธิดาบุญธรรมและสถาปนาให้เป็น  “เจ้าในเชื้อพระราชวงศ์อังกฤษ  “ เป็นพิเศษ    แล้วจะทรงตั้งเจ้าหญิงดารารัศมีองค์นี้ขึ้นเป็น  “ ปริ๊นเซสออฟเชียงใหม่ “    จะทรงยกย่องฐานันดรศักดิ์เป็น  พระองค์เจ้าหญิงในเชื้อพระราชวงศ์  “ วินเซอร์ “  ของอังกฤษ  หรือตรงกับภาษาไทยของเราว่า  “ เจ้าหญิงแห่งนครเชียงใหม่  “  ซึ่งหมายมั่นให้เป็น  “ ทายาทที่จะครองเป็นเจ้านครสตรีนครเชียงใหม่ในอนาคต  “
         ทั้งนี้  เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายหลังที่ได้ผ่านพิธีโสกันต์ไปแล้วไม่นานนัก  จนเรื่องไปถึงพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ  ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ  ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นพิชิตปรีชากร  ( พระองค์เจ้าคัคณางยุคล )  เสด็จขึ้นมาพระราชทานกุณฑลและพระธำมะรงค์ฝังเพชร  พระราชทานเป็นพิเศษ
         พร้อมกับยกย่องฐานันดรศักดิ์  ของเจ้าหญิงดารารัศมีให้สูงขึ้น   โดยทรงโปรดเกล้า ฯ  ให้มีทำเนียบพระพี่เลี้ยงชายหญิงประดับพระบารมีโดยให้มีบรรดาศักดิ์แบบ อย่างพระราชบุตรี  พระเจ้าประเทศราชอันสูงส่ง
         โดยแต่งตั้งนางเต็ม  พระพี่เลี้ยงขึ้นเป็นนางกัลยารักษ์  และแต่งตั้งนายน้อยบุญทา  พระพี่เลี้ยงผู้ชายเป็นพญาพิทักษ์เทวี  เหตุการณ์ตอนนี้ตรงกับพ.ศ.  2427


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ    ทรงพระมหากรุณาธิคุณต่อเจ้าหญิงดารารัศมี มากแท้สุดจะพรรณนา ฯ

         มีเรื่องบางกรณี  ที่มีเจ้านายฝ่ายหญิงระดับสูงของพระราชวงศ์เคยกล่าวประณามและสบประมาทหมิ่น ลับหลังเจ้าดารารัศมี  ซึ่งในขณะที่ไปรับราชการฝ่ายในเป็น  “ เจ้าจอม “  ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระปิยมหาราช  ในพระราชสำนัก    เมื่อเรื่องมาถึงพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระราชดำรัสและตรัสตักเตือนสติบรรดาเจ้านายระดับสูงตลอดจนเจ้าจอมห้าม ให้ทรงทราบความนัยและความสำคัญของ
เจ้าจอมดารารัศมี    เจ้าหญิงแห่งนครเชียงใหม่  พระราชบุตรีของพระเจ้าอินทวิไชยยานนท์ กับเจ้าแม่ทิพย์ไกรสรมหาเทวี  ผู้เป็นพระราชบุตรของพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์  พระเจ้านครเชียงใหม่ที่  6  ไม่ใช่สามัญชน  หาควรลบหลู่ไม่
         พร้อมกับทรงอธิบายถึงเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศมหาอำนาจกำลังคิด แบ่งมณฑลภาคเหนือของกรุงสยามมาตั้งแต่ปี  พ.ศ.  2426  นับตั้งแต่เจ้าหญิงดารารัศมี      เพิ่งมีอายุ  11  ชันษามาแล้ว
         และได้ทรงตรัสเล่าถึงแผนการของพวกข้าหลวงใหญ่อังกฤษผู้สำเร็จราชการแคว้น เชียงตุง  ได้กราบบังคมทูล  จะให้ควีนวิคตอเรีย  พระเจ้ากรุงอังกฤษ    ทรงสู่ขอเจ้าหญิงดารารัศมี  ไปเป็นพระราชธิดาบุญธรรม   และให้เป็นทายาทเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่  และนับถือยกย่องให้เป็นเจ้านายในพระราชวงศ์  “ วินเซอร์ “  โดยสถาปนาเป็นพิเศษตามแผนจะยึดครองหัวเมืองประเทศราชในมณฑลพายัพ
         แต่พระเจ้าอินทวิไชยยานนท์            กับแม่เจ้าทิพย์ไกรสรไม่ทรงสนับสนุนและแสดงความจงรักภักดีต่อพระบรมวงศ์ จักรี  ไม่ปรวนแปรและเอนเอียงไปยุ่งกับพวกต่างชาติมหาอำนาจ
         มาตรแม้น  พวกต่างชาติจะหวังดีอย่างไร  ยกย่องอย่างไรก็จะไม่ขอรับความช่วยเหลือเกื้อกูลใด ๆ   เพราะนับเป็นร้อยๆปีที่ผ่านมา  พระราชวงศ์จักรีได้ช่วยคุ้มครองป้องกันภัยและสถาปนา ยกย่องบรรพชนของเจ้านายฝ่ายเหนือมาตลอด  4 – 5 – 6   ชั่วคนแล้วเป็นข้าในพระบรมราชวงศ์นี้จะเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นมิได้  นี่เป็นความดีของพระบิดาพระมารดาของเจ้าหญิงดารารัศมี  แต่ถ้าพวกเจ้าอินทวิไชยยานนท์ผันแปรไป  ยกเจ้าหญิงดารารัศมีให้เป็นพระราชธิดาบุญธรรมแล้วของควีนวิคตอเรีย พระเจ้ากรุงอังกฤษแล้ว  การเมืองจะผันแปรรูปไปได้ทั้งนั้นก็ไม่ทราบได้  เพราะไทยเราไม่สามารถจะไปสู้รบกับอังกฤษได้เลยในขณะนั้น  จึงขอให้ทุกคนรำลึกถึงข้อนี้บ้าง  ขออย่ามองเจ้าหญิงดารารัศมีไปในแง่ร้ายเลย 

-------------------------------------------------
พระประวัติของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีใน สมัยพระเยาว์ชนมายุได้  11  ชันษา  และมีข่าวเรื่องสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียจะทรงขอไปเป็นพระราชธิดาบุญธรรม  ตามข่าวที่โจทย์กล่าวขานกันใน  พ.ศ.  2426 – 2427  เป็นความจริงหรือไม่เพียงใดนั้น  เรื่องดังกล่าวนี้ในสมัยที่เจ้าน้อยปิงเมือง  ณ  เชียงใหม่  อดีตนายอำเภอพร้าว  จ.  เชียงใหม่  คนแรกที่บุกเบิกสร้างอำเภอในปี  พ.ศ. 2444  นั้น  ท่านได้มีชีวิตมาถึงปี  พ.ศ.  2478  อายุท่านได้  79  ปีแล้ว  ท่านได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับสมเด็จพระจักรพรรดินีวิคตอเรีย  พระมหากษัตริย์ของกรุงอังกฤษจะส่งเจ้าหญิงดารารัศมีต่อพระเจ้าอินทวิไชยยา นนท์เป็นความจริงให้ผู้เขียนซึ่งท่านรักประดุจหลานสนิทของท่านคนหนึ่ง
         และท่านได้บรรยายถ่ายอุบัติกาลต่างๆ  เกี่ยวกับชีวประวัติของเจ้านายฝ่ายเหนือในราชวงศ์  “ทิพย์จักราธิวงศ์”  ให้ทราบพร้อมกับข้อเท็จจริงต่างๆ  เกี่ยวกับการปกครองในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  5  อันเกี่ยวกับเมืองนครเชียงใหม่
         ท่านเจ้าน้อยปิงเมือง  ณ  เชียงใหม่  ท่านเป็นนักครองรุ่นแรกของกระทรวงมหาดไทยที่ได้รับราชการเป็นนายอำเภอของ จังหวัดเชียงใหม่เป็นนักประวัติศาสตร์และนักจดบันทึกคนสำคัญในเหตุการณ์ ต่างๆ  ในอุบัติกาลที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง และกว่านั้นบรรพบุรุษของท่านคือ  พระเจ้าเชียงใหม่ช้างเผือก  น้อย ธรรมลังกาเป็นปู่ทวดของท่าน  พระเจ้ามโหตรประเทศราชาคือ  ปู่ของท่าน  และเจ้าอุปราชน้อยปัญญาเป็นผู้รั้งรักษาการเจ้าเมืองเชียงแสน  ในฐานะเป็นเจ้าอุปราชเป็นเจ้าบิดาของท่านได้เป็นนักจดบันทึกเหตุการณ์สืบๆ ต่อมาตลอดจนถึงตัวท่าน
         สำหรับเรื่องเกี่ยวกับพระประวัติของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีเกี่ยวกับ เรื่องดังกล่าว  ท่านได้เล่าว่า  ตอนนั้นใน  พ.ศ.  2426  ท่านมีอายุย่างเข้า  27  ปีแล้ว  และได้เป็นมหาดเล็กอยู่กับพ่อเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์  โอรสองค์กลางของพระเจ้าอินทวิไชยยานนท์  ซึ่งขณะดังกล่าวนี้เจ้าอินทวโรรสพระนามเดิมว่า  เจ้าสุริยาเมฆะ  ยังมีพระยศเป็น เจ้าสุริยวงศ์  อยู่  และช่วยราชการพระเจ้าอินทวิไชยยานนท์  ผู้เป็นพระบิดา
         ท่านได้เล่าให้ฟังว่า
         “งานโสกันต์ตัดจุกเจ้าดารารัศมีซึ่งมีพระชนม์ได้  11  ชันษานั้น  เป็นความคิดของเจ้าพระยารัตนาธิเบศสมัยเป็นพระยาเทพประชุน  ข้าหลวงใหญ่เมืองเชียงใหม่  ตั้งแต่ปี  พ.ศ.  2417  มาแล้ว  ท่านเองได้ตั้งชื่อให้เจ้าหญิงองค์พี่ใส่นามว่า  “จันทรโสภา”  และองค์น้องว่า  “ดารารัศมี”  องค์พี่มีบุญน้อยสิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่อายุ  5  ชันษา  คงเหลือแต่องค์น้อง  และท่านเจ้าคุณเทพประชุนแนะนำเสนอให้ไว้จุก เพราะเป็นเจ้านายชั้นสูง  พระราชบุตรีของเจ้าผู้ครองนครและเป็น  “เจ้า”  ให้ถือเป็นแบบอย่างเจ้านายในพระราชวงศ์จักรี  พ่อเจ้าชีวิตเฒ่า  (หมายถึง  พระเจ้าอินทวิไชยยานนท์)  ก็ถือปฏิบัติตามแบบทุกอย่าง              
         ครั้นพระชนมายุได้  11  ชันษา  ก็กระทำพิธีโสกันต์คือโกนจุกนั่นเอง  เมื่อก่อนเจ้านายฝ่ายเหนือไม่เคยมีและไม่เคยทำมาก่อน  และได้กระทำเฉพาะเจ้าดารารัศมีองค์เดียวเท่านั้น  ภายหลังก็ไม่ปรากฏว่า  พระราชบุตรีเจ้าผู้ครองนครคนใดกระทำพิธีดังกล่าวนี้อีกเลย
         พอกระทำพิธีโสกันต์เสร็จไม่กี่วันเสียงลือเล่าอ้างกันไปในหมู่พวกหัวหน้า พวกชาวพม่าต่องซู่ไทยใหญ่  (เงี้ยว)  และได้กระจายต่อไปยังบรรดาชนสามเผ่าดังกล่าว  ซึ่งเป็นคนในบังคับรัฐบาลอังกฤษ    ซึ่งได้ครอบครองแคว้นเชียงตุงต่อแดนของไทยไว้หมดแล้ว  ว่ากันว่า  สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียจักรพรรดินีกรุงอังกฤษจะทรงขอรับเอาเจ้าหญิงดารา รัศมีไปเป็นพระราชธิดาบุญธรรม  จะยกย่องเสมอเจ้านายในพระราชวงศ์อังกฤษ  ให้มียศเทียบเท่าพระองค์เจ้าและจะให้เป็น  เจ้าหญิงแห่งนครเชียงใหม่
         และเรื่องนี้พระเจ้าอินทวิไชยยานนท์  ได้ทรงเรียก  พวกเฮ็ดแมนอังกฤษ  หัวหน้าชนชาติพม่า และต่องซู่ไทยใหญ่มาไต่ถามว่าได้ข่าวมาจากไหน?  ถึงข่าวลือดังกล่าวนี้แล้วลือกันไปทั้งบ้านทั้งเมืองไปจนถึงพสกนิกรชาว เชียงใหม่  ตลอดไปกระทั่งถึงพระยาราชเสนาเสือ  พยัคฆนันท์  และพระราชสัมภากร  (ชุ่ม)  พระอุดรพิสดาร  (สายยู)  ข้าหลวงประจำเมืองเชียงใหม่ต่างตื่นเต้นและมาถามพระเจ้าอินทวโรรสว่ามีการ ติดต่อกับทางรัฐบาลอังกฤษดังข่าวลือจริงหรือไม่
         ปรากฏว่าเฮ็ดแมนชาวไทยใหญ่   และต่องซู่  (ปะโอ)   ให้การว่า      นายร้อยเอกเซอร์ยอร์ช
สก๊อต  ผู้สำเร็จราชการอังกฤษเมืองเชียงตุง  ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนเมืองเชียงใหม่ได้ประกาศแก่ชาวเชียงตุงว่า  พระนางเจ้าวิคตอเรียพระเจ้ากรุงอังกฤษได้มีพระราชดำริจะขอเอาเจ้าหญิงดารา รัศมีมาเป็นพระราชธิดาบุญธรรมแล้ว  ต่อไปเชียงใหม่กับเชียงตุงจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  โดยจะทรงตั้งเจ้าหญิงดารารัศมีเป็นทายาทเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่อีกด้วย
         และทางเฮ็ดแมนชาวพม่า  (หัวหน้าคนในบังคับอังกฤษ)  ก็ได้กราบทูลพ่อเจ้าอินทวิไชยยานนท์ว่า  ชาวพม่าที่เดินทางจากเมืองย่างกุ้ง  (แรงกูน)  ได้ข่าวมา  เช่นเดียวกับที่เมืองเชียงตุง  โดยชาวพม่าพากันกล่าวขานกันทั่วไปหมดว่า  ต่อไปเมืองเชียงใหม่กับเมืองเชียงตุงจะรวมกันเป็นแคว้นเดียวกันแล้วโดยไม่ ต้องรบราฆ่าฟันกัน  ทั้งนี้โดยพระเจ้าอินทวิไชยยานนท์จะยอมยกพระราชบุตรีชื่อสอว์ดารารัศมี  ให้เป็นพระราชธิดาบุญธรรม  แต่สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียจะสถาปนา  สอว์ดารารัศมี  (สอว์  หมายถึงคำว่าเจ้า  ตามสำเนียงพม่าและไทยใหญ่เรียก  “เจ้า”)
         เมื่อเรื่องราวเป็นไปดังนี้  พระเจ้าอินทวิไชยยานนท์เลยประกาศให้พวกหัวหน้าชนเผ่าเมืองขึ้นของอังกฤษ ทราบในโอกาสนั้นเลยว่า  เรื่องทั้งหมดไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น และยังยืนยันว่าเมืองเชียงใหม่และบรรดาเจ้านายในพระราชวงศ์ฝ่ายเหนือ  “ทิพย์จักราธิวงศ์”  ยังจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์สยาม  อยู่ตลอดเวลา  มิได้ผันแปรและเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดทั้งสิ้น
         นี่คือเหตุการณ์ที่มาของข่าวลือกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง  ซึ่งมีส่วนจริงอยู่บ้างว่าตัวการเสนอความเห็นในเชิงการเมืองขู่ขวัญรัฐบาล ไทยตามขั้นตอนในการเตรียมยึดดินแดนไทยที่อยู่ในเขตเชียงใหม่  โดยเซอร์ยอร์ชสก๊อต  ผู้สำเร็จราชการแคว้นฉาน  (ไทยใหญ่)  เหนือแคว้นแดนสยาม  เสนอความคิดให้สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย  พระเจ้าจักรพรรดินีอังกฤษ  ดำเนินพระราโชบายด้วยวิธีการดังกล่าวเพื่อขู่ขวัญรัฐบาลไทยให้กระวนกระวาย ใจ  และระแวงพวกเจ้าเชียงใหม่
         และในปีนั้นเอง..พระยาราชเสนา (เสือพยัคฆนันท์)  ข้าหลวงใหญ่กับพระราชสัมภากร  (ชุ่ม)  ได้ถูกย้ายกลับไปรับราชการในกรุงเทพมหานคร  และได้ส่งพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นพิชิตปรีชากร  มาดำรงตำแหน่งข้าหลวงตรวจการณ์พิเศษต่างพระเนตร พระกรรณและส่งพระยามนตรีสุริยวงศ์  (ชื่น บุนนาค)  มาเป็นข้าหลวงประจำเมืองเชียงใหม่และ  5  หัวเมือง
         ผู้ค้นคว้ารวบรวมเรื่องนี้ได้รับการบอกเล่าในเห็นการณ์ดังกล่าวแล้ว  ครั้นเมื่อ  พ.ศ.  2507  ในขณะที่เจ้าหญิงบัวชุม  ณ  เชียงใหม่  ภริยาของเจ้าอุตรกาลโกศล  (เจ้าศุขเกษม  ณ  เชียงใหม่)  ศรีสะใภ้ของมหาอำมาตย์โทพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่  ซึ่งเคยถวายตัวอยู่กับเสด็จพระราชชายาเจ้าดารารัศมีตั้งแต่เด็กอยู่ในราช สำนักพระราชวังดุสิตในพระตำหนักฝรั่งกังไสตั้งแต่เด็กจนเป็นสาวใหญ่เกือบ  10  ปี  ก็ได้เล่าเรื่องคำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ารัชกาลที่  5  ที่ทรงตรัสให้บรรดาพระบรมราชเทวีและเจ้านายในพระราชวงศ์  ตลอดจนเจ้าจอมหม่อมห้ามเกี่ยวกับพระประวัติของเสด็จพระราชชายาเจ้าดารา รัศมี  ก่อนที่จะเข้ามาเป็น  “เจ้าจอม”  รับราชการฝ่ายในเมื่อตอนเข้ามาใหม่ๆ  ในครั้งกระโน้นได้เล่าให้ฟังคล้ายๆ  กันกับที่เจ้าน้อยปิงเมืองท่านได้กรุณาเล่าให้ฟัง

……………………………………………………………………………………………


หมายเหตุ: จากหนังสือ เพ็ชร์ลานนา โดย ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง (เล่ม 1)




- เจ้าทิพเกษร ถ้าเทียบกับพระบรมวงศานุวงศ์ไทยแล้ว ก้น่าจะอยุ่ในชั้นของ หม่อมราชวงศ์หรือ หม่อมหลวง เพราะ ทั้งพ่อและแม่ของเจ้าทิพเกษร คือ เจ้าสุริยะ ณ เชียงใหม่ และ เจ้าสุวรรณา ณ เชียงใหม่ ก้อยุ่ในชั้นหลานของเจ้าผู้ครองนครแล้ว เจ้าสุริยะ เป็นหลานปู่ของพระเจ้ากาวิละ เจ้าผูครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๑ ส่วนเจ้าสุวรรณา เป็นหลานตา ของ พระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๕ ถ้าเทียบกับทางพระบรมวงศานุวงส์ของไทยแล้ว เจ้าทิพเกษร น่าจะอยุ่มนชั้นของหม่อมหลวง หรือ หม่อมราชวงศื ซึ่งซึ่งถือว่าเป็นสามัญชนแล้ว แต่ยังคงใช้คำนำหน้าว่าเจ้าอยู่ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฎิบัติกันมา ถึงแม้หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยรัชกาลที่ ๗ แล้ว จะมีการยกเลิกการปกครองระบบเจ้าเมิองก็ตาม โดยยึกถือจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙ เป็นองค์สุดท้าย แต่ลูกหลานที่สืบเชื้อสายต่อมาก็ยังคงใช้คำนำหน้าว่าเจ้าอยุ่ เช่น  เจ้ากอแก้วประกายกาวิล ณ เชียงใหม่ เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ หรือ เจ้ารวีพรรณ สุจริตกุล เป็นต้น  

- กาดวโรรส
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ เจ้าดารารัศมี พระราชชายาในรัชกาลที่ ๕
ได้สร้างกาดขึ้นบนที่ดิน ที่เคยเป็นสุสานของเจ้านายฝ่ายเหนือมาก่อน
นับเป็นกาดที่สร้างรายได้ให้แก่ตระกูลวงศ์ เจ้านายฝ่ายเหนือมาเนิ่นนาน

-
  หลังจากพระราชทานเพลิงพระศพแล้ว พระประยูรญาติได้แบ่งพระอัฐิส่วนหนึ่งบรรจุไว้ที่พระกู่สุสานหลวงของ พระราชวงศ์เชียงใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นด้วยพระองค์เองที่วัดสวนดอกอีกส่วนหนึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไป บรรจุไว้ ณ สุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ โดยที่ทรงดำรงตำแหน่งพระมเหสีพระองค์หนึ่งใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในอาคารสุสานเดียวกัน มีพระอัฐิของพระราชธิดา พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้า หญิงวิมลนาคนพีสี   คงจะรอรับเสด็จพระมารดาอยู่ ณ สัมปรายภพนานถึง ๔๑ ปี

 


 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น